ขุนวาง “เส้นทางแห่งความสุข”

0001

สวัสดีปีใหม่ 2555 ทุกๆท่านนะค่ะ ดูจากตัวเลขปี พ.ศ.แล้ว จอยหวังว่าคงจะเป็นปีที่สนุกสนาน เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ เหมือนตัวเลข 555 นะค่ะ

 

  

 

 หลังจากที่เราทำงานเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งปีแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องออกเดินทาง ไปให้รางวัลกับชีวิต ชาร์ทแบ๊ตเติมพลังให้หัวใจกันหน่อย ปีใหม่นี้จอยจึงจัดทริปท่องเที่ยว 5 วัน จัดเต็มเหมือนเคยค่ะ ตะลอนทัวร์ไปหลายที่ มี น่าน เชียงราย เชียงใหม่ แต่ละที่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะที่แตกต่างกันไป เรียกว่าประทับใจทุกที่ ซึ่งจอยจะทยอยลงภาพให้ชมกันเรื่อยๆนะค่ะ สำหรับสถานที่แรกที่ขอนำเสนอ เลือกมาเขียนเป็นเรื่องแรกนั้น เป็นสถานที่ที่จอยประทับใจที่สุด นั่นก็คือ ขุนวาง “เส้นทางแห่งความสุข” ค่ะ

 ขุนวาง มีสถานที่ ที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมและพักกางเต็นท์ได้สองจุดนะค่ะ นั้นคือ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวง เชียงใหม่ ขุนวาง และ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก

ขุนวาง ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านขุนวาง หมู่ที่ 12 ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในวงล้อมของแนวเทือกเขาอินทนนท์ นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้เส้นทางได้ 2 เส้นทาง    เส้นทางแรกจากจ.เชียงใหม่ ผ่าน อ.สันป่าตอง ไปอ.แม่วาง ผ่านอ.แม่วางไป จะมีทางแยกซ้ายมือให้เลี้ยวซ้าย จากนั้นเส้นทางจะลัดเลาะขึ้นภูเขาไปอีก ช่วงสุดท้ายของเส้นทางนี้จะเป็นถนนดินแดง รวมระยะทาง 85 ก.ม.   เส้นทางที่สอง จากจ.เชียงใหม่ ไปอ.จอมทองก่อนเข้าตัวอ.จอมทอง เลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นทางขึ้นดอยอินทนนท์ รวมระยะทาง 106 ก.ม.

 

จากข้อมูลที่มีอยู่  เราจึงตัดสินใจใช้เส้นทางแรก  เพราะระยะทางโดยรวมแล้วสั้นกว่าเส้นที่สอง ซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดไปหน่อยค่ะ  และหารู้ไม่ว่า ระยะทางสั้นๆนี้ทำเอาพวกเราเครียด! กันเลยทีเดียว เราใช้เวลาไปนานถึงสามชั่วโมงกว่าแน่ะค่ะ  ( แต่ข้อดีของเส้นนี้คือมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่สองแห่ง คือป้างช้าง กับล่องแพไม้ไผ่ในลำธาร อยู่ติดริมถนนเลยค่ะ น่าสนใจมากๆ แต่เนื่องจากตอนนั้นเย็นมากแล้ว หมดเวลาค่ะ จึงต้องผ่านไป เสียดายจัง ) หากใครที่มีโอกาสจะเดินทางไปขุนวาง   จอยแนะนำว่าควรขึ้นทางอินทนนท์ และลงทางบ้านแม่วาง สันป่าตองจะดีกว่านะค่ะ ขาไปเราสามารถขับทำเวลาได้ ส่วนขาลงช้าหน่อยแต่จะได้แวะเที่ยวค่ะ  สำหรับรถนั้นไปได้ทุกประเภทนะค่ะ แต่ถ้าเป็นรถเก๋งอย่างจอย ก็ควรขับช้าๆและเพิ่มความระมัดระวังกันมากหน่อยค่ะ เนื่องจากทางไม่ค่อยดี

 

 สภาพเส้นทางช่วงแรกถนนยังดีอยู่ค่ะ เป็นถนนเล็กๆลัดเลาะผ่านหมู่บ้าน แต่ช่วงต่อๆไปนั้นเรียกว่าไม่ดีเอามากๆ เลยค่ะ  ทำให้เสียเวลามาก เพราะถนนยังกะโลกพระจันทร์เลยทีเดียว เสียดายที่ไม่มีภาพมาฝาก เพราะมืดแล้ว ขับรถทำเวลาไม่ได้เลยค่ะ  ต้องค่อยๆคลาน ค่อยๆหยอด

 

การขับรถขึ้นภูเขาท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิดนี่ไม่ง่ายเลยค่ะ  เวลาแสงไฟจากหน้ารถกระทบกับหลุมเยอะๆแล้วเกิดเงา ต้องเพ็งเล็งกันสุดฤทธิ์ เพราะเราจะไม่รู้ว่าหลุมมีความลึกมากแค่ไหน ขับรถลำบากมากๆ ทำเอาคนขับเครียดไปเลยค่ะ ใช้เวลาไปนานมาก  หากใครจะขึ้นไปขุนวาง แนะนำว่าควรขับขึ้นแต่วันๆหน่อยนะค่ะ

 

พวกเราเริ่มไม่แน่ใจว่าขับเลยทางเข้าหรือเปล่า เพราะเจอป้ายโครงการหลวง ศูนย์วิจัย เยอะมาก  จะถามใครก็ไม่ได้  ไม่มีบ้านคนสักหลัง ทำยังไงกันดีละทีนี้ รีบเปิดข้อมูลที่เตรียมมา มีเบอร์โทรศัพท์ติดต่ออยู่ด้วย โชคยังดีค่ะที่มีสัญญาณ แต่คำตอบแรกที่ได้รับทำเอาใจแป้ว เพราะผู้หญิงปลายสายส่งสำเนียงอู้คำเมืองได้ใจความว่า “พี่ไม่ได้ทำงานที่นั้นแล้วค่ะ” เอาละซิ ก็บอกขอความช่วยเหลือ อธิบายพี่เค้าไปว่าจะไปขุนวาง ตอนนี้อยู่ที่ป้ายโครงการหลวง….    (ตอนนี้จำชื่อไม่ได้แล้วค่ะ) ต้องไปยังไงต่อ พี่เค้าก็ใจดีอธิบายให้ฟัง สรุปว่าต้องเลยไปอีกค่ะ จากนั้นเลี้ยวซ้ายลงไปที่มีถนนลาดยางใหม่ๆเลย แต่อย่าเพิ่งดีใจไปนะค่ะ เพราะถนนดีดีที่เค้าว่า   มันมีอยู่นิดเดียวเอง (เฮ้อ! สงสัยงบหมด) จากนั้นก็เป็นถนนลูกรัง ที่มาพร้อมกับหลุมเต็มพิกัด ไม่อยากนึกเลยว่าถ้าหน้าฝนจะลำบากมากมายเช่นไร ใกล้ถึงแล้ว จะเห็นแสงไฟเรียงกันเป็นทิวแถว เยอะมากๆ เพิ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นไฟที่เปิดให้ต้นไม้ในแปลง  ผ่านตรงนี้แล้วอีกไม่นานก็จะเห็นป้าย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวง เชียงใหม่ ถึงแล้วค่ะ เย้!

จอดรถแจ้งความประสงค์ว่าจะมากางเต็นท์กับยามตรงทางเข้า แล้วไปที่สโมสรเพื่อจ่ายเงิน     ค่ากางเต็นท์ เค้าคิดค่าบริการเต็นท์ละ 100 บาทค่ะ จากนั้นไปบริเวณจุดกางเต็นท์ คืนนี้มีเต็นท์นับรวมกับเต็นท์เราแล้วก็สามเต็นท์เท่านั้นค่ะ เลือกทำเลแล้วจัดแจงปรุงอาหารง่ายๆ กินกัน   จากนั้นอาบน้ำ ที่นี้มีห้องน้ำที่มีเครื่องทำน้ำอุ่นชาย 1 ห้อง หญิง 1 ห้องค่ะ ค่อยยังชั่วหน่อยค่ะ เพราะอากาศบนนี้หนาวมากๆ แถมเป็นช่องลม ที่มีลมพัดมาเป็นลูกใหญ่ๆและแรงมากๆ แล้วก็หายไป สักพักก็มีมาอีก เสียงดังซู่ซ่าเหมือนคลื่นลูกใหญ่ในท้องทะเลเลยค่ะ (ดังจนนึกว่าจะมีพายุฝนอย่างนั้นเลยค่ะ)  คืนนี้พวกเรารีบเข้านอนด้วยความเหนื่อยล้ากับการเดินทาง เข้านอนแบบลุ้นๆกันว่าตื่นขึ้นมาเราจะได้พบกับอะไรบ้าง เพราะจากความมืดที่ทำให้เราไม่เห็นวิวอะไรเลย แล้วพรุ่งนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ หวังว่าไว้คงได้ตื่นมาพบกับภาพความสวยงามของธรรมชาติที่ขุนวางนะ อยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆจัง 

เช้าแล้ว ภาพที่เราได้เห็นเบื้องหน้าทำให้เรายิ้มกว้าง  และรู้สึกว่าไม่ผิดหวังเลย  ที่เราได้เดินทางผ่านความลำบาก  บนเส้นทางสู่ขุนวาง

ไร่บ๊วยที่กำลังออกดอกสีขาวสะพรั่ง อยู่เบื้องหน้าทิวเขา

 ออกจากเต็นท์ สูดลมหายใจรับอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด เบื้องหน้าที่กางเต็นท์ เป็นสวนหย่อมที่ตกแต่งด้วยพรรณไม้ต่างๆนานา มองไปเบื้องหลัง เป็นบนทิวเขาที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยสีชมพูของดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือดอกซากุระ (เมืองไทย) ชื่นใจสุดสุดไปเลยค่ะ 

 เช้าๆที่นี่จะเริ่มคึกคักค่ะเพราะมีคนงานเริ่มทยอยกันมาทำงานแล้ว จากนั้นชวนกันเดินไปสำรวจรอบๆบริเวณกันหน่อย  ที่นี้มีบ้านพักด้วยนะค่ะ น่าอยู่มากๆหน้าบ้านมีดอกกล้วยไม้บานสะพรั่งเลยค่ะ  แต่มีบ้านพักกี่หลัง ต้องโทรจองล่วงหน้ากันหน่อย เพราะวันที่จอยไปก็มีท่องเที่ยวพักเต็มหมดทุกหลังค่ะ

  ที่นี้มีพรรณไม้ แปลกๆเยอะมาก เดินชมไปถ่ายรูปไปเพลินเลยค่ะ แถมมีดอกทิวลิปให้ชมด้วยนะค่ะ ถ่ายรูปเพลินจนลืมเวลา ต้องเตรียมตัวออกเดินทางกันต่อแล้วละค่ะ

 ดอกไม้สีเหลืองน่ารักๆนี้มีกลิ่นหอมอ่อนด้วยนะค่ะ

เก็บเต็นท์แล้วขับรถขึ้นไปชมวิวด้านบนกันค่ะ ผ่านไร่บ๊วย ไร่ลูกท้อ กำลังออกลูกสวยเชียวค่ะ แต่เค้าไม่ได้ปลูกเพื่อการจำหน่ายนะค่ะ เพราะสอบถามจากคนงานแล้วเค้าบอกว่าปลูกเพื่อเก็บไว้ใช้ในการวิจัยเท่านั้นค่ะ

 ดอกบ๊วยสีสวยๆ

จากนั้นขับเลยไร่ท้อขึ้นไปจะพบกับเส้นทางสวยๆ ซึ่งเป็นที่ที่จอยเฝ้ารอคอยที่จะได้เห็นภาพ ของถนนที่เคียงข้างไปด้วยดอกซากุระ เรียกได้ว่าถนนเส้นนี้เป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยค่ะ นี่ขนาดยังบานไม่ถึง100% นะค่ะ ยังสวยขนาดนี้เลย ถ้าหากบานเต็มที่แล้วคงเป็นถนนที่สวยสุดๆ

จอดรถ แล้วพวกเราก็เดินชื่นชมความงดงามของดอกซากุระกันแบบใกล้ชิด สุขใจสุดๆ จนอยากหยุดเวลาตรงนี้ไว้จัง ^__^

  

 อีกฝากฝั่งของถนนเป็นไร่กาแฟ เบื้องหน้าเป็นทิวเขา  ถนนเส้นนี้ที่ขุนวาง ช่างเป็นเส้นทางแห่งความสุขจริงๆ ค่ะ

 ศาลาชมวิว

  เก็บภาพความประทับใจแล้ว จากนั้นขับรถไปชมสถานที่อื่นๆกันบ้าง   ก็ขับไปเรื่อยๆแบบไม่รู้เส้นทาง ไปถึงตรงที่เรียกว่าหุบรับเสด็จกำลังจะเลี้ยวกลับ พอดีเจอพี่คนงานคนหนึ่งบอกว่าลงไปข้างล่างซิครับ มีซากุระสีขาวอยู่ต้นนึง โชคดีจริงๆ เลยค่ะ ได้เห็นดอกซากุระสีขาวบานสะพรั่ง 

 จากนั้นขับรถออกจากศูนย์วิจัยฯ ไปอีกไม่ไกล ไปชมพรรณไม้สวยๆ ที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวางกันบ้างค่ะ เห็นเค้าตากฝักอะไรอยู่น่ะ ลองเข้าไปชมใกล้ๆหน่อย จะได้กลิ่นหอมอ่อนที่ทุกคนคุ้นเคยจากขนมและเบเกอรี่ต่างๆ ใช่แล้วค่ะ ฝักวนิลา (ที่แท้น่าตาเป็นอย่างนี้นี่เองเหรอ)

 แวะไปดูภายในโรงเรือนปลูกวนิลากันสักหน่อยค่ะ ดอกของวนิลาหน้าตาคล้ายๆดอกกล้วยไม้ค่ะ ดอกสวยเชียว

 

ออกจากขุนวางแล้ว เราตั้งใจว่าจะไปแม่จอนหลวงกันต่อ คุยกับนักท่องเที่ยวและจนท.บางคนก็ว่ารถเก๋งไปไม่ได้หรอก บางคนก็ว่าไปได้ อย่ากระนั้นเลย เราไปพิสูจน์เองเลยแล้วกัน ออกจากขุนวาง ก็เลี้ยวขวาเลยค่ะ  ทางเป็นถนนลูกรัง มีหลุมเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่พอขับไปเรื่อยๆหลุมยิ่งใหญ่และลึกมากๆ เต็มถนน จนไม่รู้จะหลบไปทางไหน ปรึกษากันว่าคงไม่ไหวแล้ว แต่ก็ไม่มีทางกลับรถเลยค่ะ งั้นลองไปต่อก็แล้วกันค่ะ ลุย!

เส้นทางสู่แม่จอนหลวง

ทุกคนลงจากรถ เหลือคนขับกับเจ้าตัวเล็กคอยนั่งให้กำลังใจ ที่เหลือคอยช่วยกันเล็งหลุมและบอกเส้นทางหลบ เสียง… “ซ้ายๆ ขวาๆ หยุดๆ ไปๆ” ดูวุ่นวายไปหมด หลุมเยอะมากจริงๆค่ะ พอพ้นหลุมก็เป็นเนิน ปล่อยให้รถไปก่อน แล้วคนก็เดินตามไป  แบบถึงรถก็เล่นเอาหอบแฮ่กๆ เป็นอยู่อย่างนี้หลายรอบมากค่ะ

เดินตามรถกัน แบบหมดแรงกันเลยค่ะ    จากนั้นขับไปจนกระทั่ง…….เราไปเจอโค้งหักศอก ซึ่งมีคนงานสามคนกำลังทำถนนอยู่ แล้วทางก็เหลือครึ่งทาง (จากปกติก็แคบอยู่แล้ว)    จึงจอดถามว่าแม่จอนหลวงอีกไกลมั้ยค่ะ คนงานเห็นสภาพรถเก๋งคันเล็กของเรา ที่บรรทุกของเต็มหลังคา กับผู้โดยสารอีก 5 ชีวิต แล้วก็บอกว่า ไปไม่ได้หรอก ทางไม่ดีมากๆเลย โค้ง เป็นโค้งหักศอก ทางก็ชันมาก มากกว่าที่ผ่านมาเลย แถมเมื่อวานมีรถกระบะตกเขาไปแล้วคันนึง โอ้ว! ได้ยินอย่างนี้แล้วก็คงต้องจบค่ะ ทั้งที่ใจก็เสียดาย เพราะมาเกินครึ่งทางแล้ว แต่พิจารณาจากเส้นทางที่เหลือมันอันตรายเกินไปก็คงต้องยอมค่ะ เป็นอันว่าภารกิจล้มเหลว (คิดซะว่ามาสำรวจเส้นทางก็แล้วกันเนอะ) จึงตัดสินใจกลับรถ แต่พอจะกลับรถล้อฟรีอีกค่ะ ทางก็ชัน เล่นเอาใจหายใจคว่ำ เดือนร้อนคนงานต้องมาช่วยกันเข็น ช่วยกันหาหินมารอง กว่าจะกลับรถได้เล่นเอาเหงื่อตก ขอบคุณทุกคนมากๆนะค่ะ
แม่จอนหลวงจึงเป็นเป้าหมายใหม่ที่ขอบอกว่าฝากไว้ก่อนเหอะ ต้องไปให้ได้แน่ๆ ทางเสร็จเมื่อไหรเจอกันนะจ๊ะ       แม่จอนหลวง

เส้นทางลงทางด้านอินทนนท์

ขากลับเราเลือกอีกเส้นทางนึงค่ะ ทางด้านอินทนนท์ เส้นทางนี้ไม่ดีเช่นกันค่ะ  มีหลุมมีบ่อเป็นระยะๆ แต่เรียกได้ว่าดีกว่าเส้นเมื่อวานค่ะ  สามารถขับทำเวลาได้ดีกว่า ถนนเส้นนี้จะผ่าน              อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ด้วยนะค่ะ  และยังสามารถมองเห็นน้ำตกสิริภูมิ อยู่บนภูเขาด้วย

ตลอดข้างทางมีแปลงดอกเบญจมาศอยู่เยอะมากค่ะ สวยจนอดใจไม่ไหว ต้องแอบเข้าไปถ่ายรูปสักหน่อยค่ะ

 

มีไร่สตอเบอรี่ขนาดเล็กๆไว้ให้ถ่ายรูปด้วย โดยเก็บค่าเข้าชม 10 บาทค่ะ แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยมีลูกค่ะ เจ้าของไร่บอกว่าเมื่อตอนปีใหม่โดนนักท่องเที่ยวแอบขโมยเก็บไปเยอะค่ะ เลยไม่ค่อยเหลือ (เด๋วไว้ไปรอชมแบบเต็มๆที่สะเมิงกันดีกว่าค่ะ)

จากนั้นเข้าสู่เมืองเชียงใหม่แวะชมพิพิธภัณท์พระพิฆเนศ มีพระพิฆเนศสวยๆหลากหลายรูปแบบ ให้ชม เยอะม้ากก  และไม่เก็บค่าเข้าชมค่ะ แล้วแต่จะทำบุญ นักท่องเที่ยวสามารถถ่ายภาพบริเวณด้านนอกได้ แต่ในพิพิธภัณฑ์ห้ามถ่ายนะค่ะ

 

ด้านหน้าทางเข้า

 เค้าบอกว่าเมื่ออธิฐานสิ่งใดกับพระพิฆเนศแล้ว ให้นำข้อความนั้นมากระซิบบอกที่หูหนูอีกครั้ง จึงจะสัมฤทธิ์ผลค่ะ

ช่วงนี้ใครๆก็จะไปงานราชพฤกษ์กันค่ะ แต่เราไม่ได้เข้าชมงาน  เราจะไปชมงานราชพฤกษ์จากมุมสูงกัน ที่วัดพระธาตุดอยคำ ซึ่งไปทางหลังงานราชพฤกษ์ขึ้นไปบนภูเขาไม่ไกลค่ะ นอกจากจะได้กราบนมัสการพระธาตุดอยคำแล้ว คุณจะได้ชมวิวเมืองเชียงใหม่แบบพานอราม่าด้วยคะ

จากนั้นเข้าสู่ตัวเมือง  ตั้งใจจะไปไหว้วัดพระสิงห์ วัดคู่บ้านคู่เมืองชาวเชียงใหม่ ซึ่งเป็นวัดประจำปีเกิดปีมะโรงด้วยค่ะ  แต่เราก็หลงทางจนได้ ( อิอิ มาตัวเชียงใหม่กี่ครั้ง ก็หลงทุกครั้งซิน่ะ ) แวะถามทางตลอด ขอบคุณชาวเชียงใหม่ด้วยนะเจ้า ที่บอกทาง กว่าจะถึงวัดพระสิงห์ก็มืด  มาวัดตอนกลางคืนจะเห็นความสวยงามในอีกรูปแบบหนึ่งค่ะ

ไหว้พระเสร็จแล้ว ก็เตรียมเดินทางกลับที่พัก ขณะขับวรถนเวียนไปมา สายตาก็ไปสะดุดกับกลุ่มคนที่มุงอยู่หน้าร้านร้าน  ชื่อ ร้านไก่ทอด(เจ้าเก่า)สปัน ว่าแล้วก็จอดร้านนี้เลยค่ะ  ไปถึงก็ได้รับถาดและที่คีบ เลือกกันได้เลย มีทั้งไก่ทอด หมูทอด หมูยอทอด ไข่เจียวใส่ผัก  ลาบคั่ว และสารพัดน้ำพริก ขอบอกค่ะว่าอร่อยทุกอย่างเลย  พ่อค้าแม่ค้าที่ร้านก็น่ารักมากๆอัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ขนาดคนแน่นหน้าร้านยังให้การต้อนรับเป็นอย่างดีเลยค่ะ ราคาก็ไม่แพง วันนั้นกินกันจนอิ่ม หมดไป 160 บาทค่ะ ทั้งถูก ทั้งอร่อย อย่างนี้ถ้ามีโอกาสอย่าลืมแวะไปอุดหนุนนะค่ะ

อิ่มหน่ำสำราญกันแล้ว จึงเดินทางเข้าที่พัก เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางของวันนี้ค่ะ

………………………….

แม้การเดินทางสู่ขุนวางได้สิ้นสุดลงแล้ว  แต่การเดินทางครั้งนี้ทำให้จอยได้เรียนรู้ว่าการเดินทางก็เหมือนชีวิตคนเรา  ต่อให้เส้นทางจะยากลำบากเพียงใด แต่หากใจเราไม่ท้อไม่ถอย  หากเรายังมีหวัง ก็ขอให้ก้าวเดินต่อไปเถอะค่ะ เพราะทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาให้พบเจอนั้น มันล้วนสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับชีวิตเรา และเมื่อคุณผ่านพ้นมันไปได้         ในที่สุดคุณก็จะได้พบกับความสุขความสวยงาม ที่ปลายทางนั้น

 

จะขอจดจำไว้ในความทรงจำ ว่าครั้งหนึ่งเคยได้เดินบนเส้นทาง  ขุนวาง “เส้นทางแห่งความสุข”

Use Facebook to Comment on this Post



Social Widgets powered by AB-WebLog.com.

  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube