เมลเบิร์น : ตอน 1 ออกไปแตะขอบฟ้า

ช่วงปลายปีทีไรจะมีการจัดลำดับสิ่งต่างๆ  ละคร หนัง ดารา สถานที่ท่องเที่ยว เหตุการณ์ต่างๆ ที่เรียกว่าที่สุดแห่งปี ถ้าพูดถึงที่สุดของเมืองที่น่าอยู่ “นครเมล์เบิร์น” นับได้ว่าติดอันดับ 1 ใน 5 ของเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก..เอาหละสิเริ่มอยากไปสัมผัสซะแล้ว บวกกับมีเพื่อนทำงานอยู่ที่ “เมลเบิร์น” การเดินทางครั้งนี้จึงเริ่มต้นขึ้น   เย่ \(‵▽′)/

 

 

จะว่าไป “เมลเบิร์น” แทบจะเป็นทริปต่างประเทศทริปแรกในชีวิตก็ว่าได้  เมื่อ8 ปีก่อนได้มีโอกาสเดินทางไปเมล์เบิร์น กึ่งๆไปเที่ยว ตอนนั้นมีพี่ชวนไปเที่ยวโดยใช้วีซ่า Business เพราะพี่เค้าไปออกบูธกับกรมส่งเสริมการส่งออก วางแผนไปกันประมาณ 2 อาทิตย์  ออกบูท3 วัน ที่เหลือเที่ยวโลด.. แต่ แต่ แต่ เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อพี่คนนึงในทริปนี้เกิดประสบอุบัติเหตุรถชน ขาหักต้องเข้าเฝือกตั้งแต่วันแรกที่ไปถึง!!  ทริปนั้นก็เลยเป็นการไปเที่ยวคนเดียวซะส่วนใหญ่!!

 

แม้ครั้งนั้นจะเที่ยวคนเดียวซะส่วนใหญ่  แต่ทุกปีที่ผ่านไป แทบจะอยากกลับไปเที่ยวอีก  ขาดก็แต่ทุนทรัพย์  555    ปีที่แล้วถือว่าเป็นปีที่ทำงานมีเงินเก็บเป็นปีแรกก็ได้มั้งบวกกับมีเพื่อนที่ไปเรียนอยู่ที่นั่น ก็ชวนๆ ให้ไปเที่ยวหลายปีแล้ว  ปีนี้พอมีเวลา ก็เลยตัดสินใจไป “เมลเบิร์น” อีกครั้ง …

 

เตรียมขอวีซ่า..

เตรียมตัวยังไงดีหละทีนี้   เริ่มจากคงต้องไปต่อ Passport ก่อนเป็นอันดับแรก  จริงๆ คงไม่เรียกว่าต่อหรอกคะ  ถ้า Passport หมด ก็คือการทำใหม่นั่นเอง     (ทำ Passport ที่ โลตัส ปิ่นเกล้า ชั้น 5  ไม่ถึง  15 นาทีเลยคะ เสร็จแล้ว  รอรับ passport ส่งถึงบ้านได้เลย    ค่าธรรมเนียม 1000 บาท + ค่าส่ง EMS คะ)

 

ต่อไปก็ทำวีซ่า  กลัว ๆ อยู่เหมือนกันคะ ว่าจะผ่านหรือเปล่า   เงินในบัญชีไม่เยอะ  เพื่อนที่เมลเบิร์นช่วยส่งจดหมายเชิญไปเที่ยว โดยรับรองเรื่องที่พักให้ค่ะ (ที่พักฟรี ถือว่าประหยัดไปได้มากมายก่ายกองทีเดียว)     การทำวีซ่าของออสเตรเลียนี่  เค้าไม่ให้นักท่องเที่ยวไปต่อเองที่สถานทูตนะคะ   นักท่องเที่ยวมีวิธีทำวีซ่าได้ 2 วิธี

1.ทำวีซ่าผ่านตัวแทน  ซึ่งมีค่าธรรมเนียมหลายประมาณ 600 บาท  รอประมาณ 7 วันทำการ ทราบผล

2.ทำวีซ่าเอง โดยปริ้นแบบฟอร์มออกมากรอก  และส่งทางไปรษณีย์   รอไม่เกิน 1 เดือน ทราบผล

 

ก่อนเราจะเลือกทำวีซ่าหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเยอะมาก  บางคนบอกว่าทำแบบส่งเองทางไปรษณีย์ 2 อาทิตย์ก็ทราบผลแล้ว   ประหยัดด้วย… เอาหละ  เอาวิธีนี้หละ  ประหยัดค่าใช้จ่าย  555     (เตรียมเอกสารอะไรบ้าง ดูจากเว็บนี้ได้เลย http://www.aussiecenter.org)   กรอกแบบฟอร์ม พร้อมเช็คค่าธรรมเนียมส่งไปรษณีย์เรียบร้อย คราวนี้ก็มาลุ้นกันว่าีวีซ่าจะผ่านมั้ย  จะผ่านมั้ย

 

ผ่านไป 1 สัปดาห์ มีจดหมายจากสถานทูตส่งมาที่บ้าน  นึกดีใจ เฮ้ย!! เร็วขนาดนี้เลยหรอ  เยี่ยมอ่ะ… เปิดซองออกดูด้วยความตื่นเต้น  เหอ  นี่มันจดหมายตอบจากสถานทูต ว่าเราได้รับเอกสารจากเราแล้ว และจะทำการแจ้งผลให้ทราบไม่เกิน 1 เดือน…แหม คุณหลอกดาว!! (☆_☆)

 

ระหว่าที่รอผลวีซ่า ก็เข้าไปเช็คดูราคาตั๋วเครื่องบินไปพลาง ๆ     มี 2 สายการบินที่เลือกๆ เอาไว้    JET STAR   สายการบิน Low Cost ของ ออสเตรเลีย   กับ AIR ASIA  สายการบิน Low Cost ของไทย ที่มีที่นั่งระหว่างแถว แคบมากเหอะ  เคยมีเพื่อนบินกลับมาจากเมลเบิร์นด้วยตั๋วราคาโปรโมชั่นของ Air asia    เพื่อนบอกว่าจะไม่นั่งอีกแล้ว   เอิ๊กกกกกก

 

จากราคา  JET STAR จะแพงกว่าประมาณ  3000 บาทได้  แต่ได้บินตรงเลย  เพื่อนแนะนำว่าให้บินตรงเลย ไม่ต้องไปเปลี่ยนเครื่อง เพราะอาจจะยุ่งยาก บางสายการบิน ตอนเปลี่ยนเครื่อง ต้องไปโหลดกระเป๋าใหม่ด้วยซ้ำ    เลยตัดสินใจเลือก JET STAR  นี่แหละ แพงกว่าหน่อย  แต่บินตรงทั้งไปและกลับเลย

 

1 เดือนผ่านไป  ยังไม่มีจดหมายจากสถานทูตส่งมาที่บ้านเลย     พยายามโทรไปที่แผนกวีซ่าสายไม่เคยว่างเลย  หรือไม่ก็ไม่เคยมีคนรับสายเลย  โหๆ ต้องรอถึงเื่มื่อไหร่หละนี่  เพราะถ้าจองตั๋วตอนใกล้ๆ เดินทาง ตั๋วก็จะแพงขึ้นอีก (เพื่อนบอกว่างั้น) .. โทรไปไม่ติด ตอนนี้เลยทำใจ  ถ้าวีซ่าไม่ผ่านก็ไม่ไป (ไม่ผ่านแล้วจะไปไงหละนั่น)  3-4 วันต่อมา กลับมา้บ้าน  เจอจมหมายจากสถานทูต  เย่ เย่ เย่  มาสักที   มาเปิดซองลุ้นกันว่าจะได้ไปมั้ย  จะได้ไปมั้ย   …..และแล้วก็ได้ซื้อตั๋วเครื่องบิน  ~( ̄▽ ̄)~

 

 

 

วีซ่าที่ได้มีอายุ 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่เราส่งเอกสารยื่นขอวีซ่า (โหดอ่ะ.. เพิ่งรู้ตอนได้จมหมายตอบกลับมานี่แหละ)  ที่นี่เลยต้องรีบหาวันเดินทาง  โทรคุยกับเพื่อนที่เมลเบิร์นเสร็จว่าจะเดินทางไปวันนี้ๆ  สะดวกมั้ย พาไปเที่ยวด้วยนะ  ตกลงกันเสร็จสรรพ ..ระหว่างที่ดูราคาตั๋วเครืื่องบิน พยามเลือกวันเดินทางไป-กลับที่ตั๋วเครื่องบินถูกสุด…ความรู้สึกแว๊บหนึ่งเข้ามา จะไปจริงๆ หรอ  ไปคนเดียวนะ..เออ นั่นสิ  จะไปหรอ ค่าใช้จ่ายก็พอประมาณ  นึกเสียดายเงินขึ้นมาซะงั้น (คิดว่าถ้าเที่ยวในประเทศก็เที่ยวได้ทั้งปีเลยทีเดียว)  เอาไงหละทีนี้ ตั๋วเครื่องบินก็ต้องรีบซื้อ  แต่ด้วยความเสียดายค่าทำวีซ่า 4000 กว่าบาท  เลยตัดสินใจ  อ่ะ!! ไปก็ไป  ถ้าไม่รีบไป เดี๋ยวเพื่อนกลับมาอยู่เมืองไทยแล้วจะไม่มีที่พักฟรี  ไม่มีคนพาเที่ยวแล้ว..ถ้ายังไม่ตกงาน เงินหนะเก็บเมื่อไหร่ก็ได้  ฮึบ ฮึบ

 

(ตอนจองตั๋วเครื่องบินจองก่อนประมาณเืดือนกว่า  หลังจากจองได้ 1 สัปดาห์ แอบเข้าไปดูในเว็บ ประมาณอยากรู้ว่าค่าเครื่องจะแพงขึ้นกี่บาท…เลือกวันไป-กลับ วันเดียวกับที่ซื้อเลย   โอ๊ย!! ราคาถูกกว่า 4000 บาท  เอิ๊กกกกกก  ฉันรีบจองไปเพื่อ???   เล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนบอกว่าอย่าคิดมาก   บางคนก็บอก มันก็เหมือนหุ้นนั่นแหละ ขึ้น-ลง เราไม่รู้    แหม แหม  ไม่น่าไปเปิดดูเลยเนอะ ( T___T )  )

 

จองตั๋วเครื่องบินเรียบร้อย  ลางานร้อยเรียบ   เตรียมตัวนับถอยหลังเดินทาง   ก่อนเดินทางไม่กี่สัปดาห์ ได้คุยกับเืพื่อนที่เมลเบิร์น เพื่อนบอกว่าช่วงที่เราไปเป็นช่วงที่เค้าต้องทำงานทุกวันเลย อาจไม่ได้พาไปเที่ยวนะ     อ้าว อ้าว อ้าว!!  ยังไงดีเรา เที่ยวคนเดียวอีกแล้วหรอ  ต่างประเทศด้วยนะ  ภาษาอังกฤษเก่งมากเลยนะ  หรือจะไม่ไปดี ยอมทิ้งค่าวีซ่า ทิ้งค่าตั๋วเครื่องบิน กลัวไปแล้วเที่ยวคนเดียวไม่สนุก   คิด ๆ อยู่หลายวัน ความกลัวเริ่มมา  เมื่อ 8 ปีก่อน ไปเที่ยว   ก็มีเหตุการณ์ให้ต้องไปเที่ยวคนเดียว    ครั้งนี้ไปคนเดียวอีกแล้วหรอนี่ :~   แต่ด้วยความเสียดายค่าวีซ่า ค่าตั๋วเครืื่องบิน เลยตัดสินใจ อ่ะ!! ไปก็ไป (คล้ายๆ ตอนแรกที่แค่เสียดายค่าวีซ่าอย่างเดียวเลยเนอะ)

 

จัดกระเป๋าเดินทางกันหน่อย!!

เนื่องจากตั๋วเครื่องบินขาไปที่ซื้อ เราไม่ได้ซื้อแบบโหลดกระเป๋าไว้ด้วย  ได้แต่กระเป๋า Carry on ขึ้นเครื่อง  ดังนั้นเอง  น้ำ ครีม ต่างๆ งดจ้ะ ต้องไปซื้อเอาที่โน่น  ก่อนหน้านี้คำนวณคร่าวๆ กับเืพื่อน ว่าค่าธรรมเนียมซื้อน้ำหนักโหลดกระเป๋า กับ ค่ายาสีฟัน โฟมล้างหน้า ครีมอาบน้ำ  ไปซื้อเอาใหม่ที่โน่นจะถูกกว่า   …แต่ถือว่าพระเจ้าอวยพร มีพี่อีกคน แนะนำว่าเค้าให้เอาขึ้นเครื่องได้แต่ต้องไม่เกิน 100 mlต่อชิ้น  เอาไปได้ืทั้งหมด 10 ชิ้น   โดยให้หาถุงซิปล็อกใส่อีกที  (เอาไว้ในถุงเดียวกัน ตอนเอาออกมาให้ ตม.ตรวจ)   จัดกระเป๋าเรียบร้อย  ถึงวันเดินทางซะที  🙂

 

ด้วยความที่เคยขึ้นเครื่องไป ตปท.ครั้งนี้ครั้งที่ 3  ตั้งแต่เกิดมา  และ 2 ครั้งแรกมันก็ผ่านมานานมากแล้วด้วย    เลยรีบมาสนามบินแต่เนิ่นๆ ก่อนเครื่องออกประมาณ  3 ชม.    เดี๋ยวนี้ไปสุวรรณภูมิสะดวกสบายมาก   เรานั่งแอร์พอร์ตลิงค์ตรงมักกะสันไป  25 นาทีถึงสุวรรณภูมิแล้ว  ราคา 35 บาทเอง  ถูกมากอ่ะ  <( ̄︶ ̄)>

 

ถึงสนามบินรีบลากๆ กระเป๋า  ไปเช็คอินทันที (ลืมบอกว่ากระเป๋าขึ้นเครื่องให้ได้รวมกัน 2 ใบ  กระเป๋าใบใหญ่ กับกระเป๋าติดตัว ไม่เกิน 10 กก.  ก่อนเดินทาง 1 วัน ด้วยความกังวลว่าน้ำหนักกระเป๋าจะเกิน  ไม่มีคนไปส่งด้วย น้ำหนักเกินต้องทิ้งแน่ๆ  เลยลงทุนซื้อตาชั่งมาชั่งกันเลย  ชั่งๆ ดูเกินมา 1-2 กก. อ่ะ  แต่ลองเสี่ยงดู ไปเช็คอินเร็วๆ หน่อยเผื่อเค้าจะให้)   ตอนเช็คอินตื่นเต้นมาก ไม่รู้ต้องเอาอะไรทิ้งไ้ว้ที่สนามบินหรือเปล่า   สรุปว่าเจ้าหน้าที่ไม่ชั่งน้ำหนัก คงเห็นกระเป๋าเราใบไม่ใหญ่ด้วยมั้ง (ขนาดเท่ากับที่เค้าให้เอาขึ้นเครื่องได้  ก่อนหน้านั้นอ่านในอินเตอร์เน็ต  เค้าแนะนำว่าให้ถือกระเป๋าทำท่าแบบไม่หนัก  เค้าจะได้ไม่ชั่งน้ำหนัก   เห็นว่าบางคนกระเป๋าใบไม่ใหญ่ แต่ทำท่าถือหนักมาก  อันนั้นเค้าให้เอามาชั่งน้ำหนักเลย)…ผ่านไป 1 ด่านละ   อีกด่านที่เหลือคือจะเอาครีม ยาสีฟัน โฟมล้างหน้า ที่เตรียมไปผ่าน ตม.มั้ย

 

หลังจากเช็คอินเสร็จ   ทำไงต่อละคราวนี้  เจ้าหน้าที่สายการบินบอกให้ไปขึ้นเครื่องที่ GATE นี้ๆ เวลานี้ๆ   แล้วก่อนถึง GATE ต้องไปทำอะไร ทางไหน เออ.. ลืมคิดมาเลย ว่าต้องทำอะไรบ้างที่สนามบิน  2 ครั้งก่อนที่ไป ตปท. ก็มีเพื่อนนำทางทั้งนั้น..หลังจากเงอะๆงะๆ  เดินตามป้ายไป ตรวจโน่นตรวจนี้   สรุปว่า ครีมทั้งหลายที่พกไป ไม่เกินหลอดละ 100 ml. ผ่านฉลุย  (บรรจุภัณฑ์ที่ใส่ ต้องบอกปริมาณด้วยนะ เคยอ่านว่าถ้าเราเอาใส่ขวดใสๆ ไปเอง ไม่มีบอกปริมาณ เค้าจะไม่ให้เอาขึ้นเครื่อง ถึงจะเป็นขวดเล็กๆ ก็ตาม)

 

GATE  จุดสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่อง ระหว่างรอขึ้นเครื่อง มานั่งนึกๆ  เออ.. เราเดินทางคนเดียวเลยหรอนี่  แล้วเดี๋ยวตอนเ้ข้าประเทศ จะคุยกับเค้ารู้เรื่องมั้ย   ไหนจะมีอาหารไปด้วย ซึ่งที่ออสเตรเีลียถือว่าเข้มงวดเรื่องการนำอาหารเข้าไปมาก  จำได้เลยเมื่อ 8 ปีที่แล้ว พี่ที่ไปด้วยกัน เอาโอวัลตินไป 1 ห่อ  ตอนผ่านด่าน ตม. ที่โน่น เค้าเอาโอวัลตินออก ไม่ให้เ้ข้า  พวกเราก็นึกกันว่า ที่นี่ไม่มีโอวัลตินขายแน่เลย เจ้าหน้าที่ไม่รู้จัก    แต่พอไปเดินดูตามร้าน โห!! มีขายเพียบเหอะ  ไม่รู้เจ้าหน้าที่เอามาตรฐานอะไรมาตรวจเนอะ

 

ออกไปแตะขอบฟ้ากัน!!

9 ชม. บินเครื่องบิน JET STAR ถือว่าค่อนข้างโอเคเลย   เบาะระหว่างแถวกว้างดี (สำหรับเรา)   พนักพิงปรับได้    ที่รองศีรษะ ปรับได้ด้วย ล็อกให้คอไม่ตก ชอบอันนี้ที่สุดอ่ะ 🙂   การเดินทางเที่ยวนี้ ถือว่าคนไม่มาก  เบาะริมหน้าต่าง กับ เบาะ 4 แถวกลางค่อนข้างขายดี  เราจองริมหน้าต่าง (เพิ่มเงิน 200 บาท)  เสียดายที่เบาะข้างๆ ดันมีคนนั่ง ไม่งั้นจะได้นอนยาว 2 เบาะซะเลย     เดินทางตอนกลางคืนก็ดีไปอย่างคะ   หลับแล้วตื่นมาก็ใกล้ถึงเลย

(ขากลับ เพื่อนแนะนำว่าให้จอง เบาะริมตรงกลางที่มี 4 ที่นั่ง เพราะส่วนมากคนจะไม่ค่อยจองแถวที่มีคนนั่งแล้ว เราจะได้นั่งอย่างน้อยก็ 2 เบาะ   เที่ยวกลับเลยเช็คอินใน อินเตอร์เน็ต แล้วเปลี่ยนที่นั่งที่จองไว้ซะเลย ..ของ JET STAR  เปลี่ยนที่นั่ง เค้าไม่คิดค่าธรรมเนียมเพิ่มนะคะ..สรุปว่าขากลับ เลยได้นั่ง-นอน คนเดียว 4 เบาะเลย   เหมาทั้งแถว  ประมาณว่า สวยและรวยมาก  555)

 

 

อ้อ..ตั๋ว เครื่องบินที่เราซื้อมา ไม่รวมอาหาร   ใครอยากประหยัด สามารถเตรียมอาหารไปทานบนเครื่องเองได้เค้าไม่ว่า (แบบไม่มีกลิ่นแรงนะ)  ก่อนขึ้นเครื่องเราแวะไป 7-11 ที่สถานบิน ซื้อขนมปังมา 1 ถุง   แล้วก็หลังจากตรวจกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถเอากระบอกน้ำที่เตรียมมา มากดน้ำดื่มตอนรอขึ้นเครื่องได้  แค่นี้ก็อิ่ม นอนหลับสบายแล้ว 🙂

 

การเดินทา่งออกจาก กทม.กลางคืน  ระหว่างเดินทางก็จะได้ชม ดวงอาทิตย์ขึ้นตอนใกล้ๆ ถึงเมล์เบิร์น แบบใกล้ชินกันเลยทีเดียว

 

 

 

สนามบิน Melbourne (Tullamarine)   เรียกได้ว่าเป็นสนามบินเล็กๆ ไม่ยุ่งยาก มี 2 ชั้น  ขาออกชั้น 2   ขาเข้าชั้น 1  เดินไม่ไกลเหมือนสุวรรณภูมิบ้านเรา   ลงจากเครื่อง ตรวจคนเข้าเมือง ตรวจสัมภาระ อาหาร ผ่านเรียบร้อย  (ลุ้นๆ ว่าจะต้องเสีย โอวัลติน อีกหรือเปล่า..พี่ที่เมลเบิร์นฝากซื้อ เพราะที่ไทยถูกกว่ามาก ) .. ตอนตรวจอาหารกับบุหรี่ นี่ก็ลุ้นเหมือนกัน (เพื่อนฝากซื้อบุหรี่ที่ duty free) ตอนแรกเพื่อนฝากซื้อ 1 cotton  เราก็ไม่รู้ว่ามากแค่ไหน  ตอนกรอกใบเข้าเมือง ก็เลยไปติ๊กที่มากไว้ก่อน   เอาเข้าจริง duty free ให้ซื้อได้แค่คนละ 2 ซอง  พอผ่านเข้าไปด่านตรวจอาหาร หยิบอาหารทั้งหมดที่เอามา พร้อมบุหรี่ 2 ซอง เจ้าหน้าที่เลยถามเราว่ามีบุหรี่อีกมั้ย  ตอบไปเงอะๆงะๆ ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง  พูดได้บ้างไม่ได้บ้าง  แต่ก็ผ่านมาได้  ไม่ถูกเอาอะไรออกไปทิ้ง 🙂

 

ออกจากด่านตรวจคนเข้าเมืองมาก็นั่งรอเพื่อนมารับอยู่ด้านใน  นึกอยู่ว่าจะต้องไปแลกเหรียญโทรศัพท์ที่ไหน (จริงๆ มีประสบการณ์ที่สนามบิน Sydney เคยต้องหาเหรียญหยอดตู้โทรศัพท์  เลยไปขอแลกที่เคาน์เตอร์ขายบัตรโทรศัพท์  เค้าไม่ให้แลก แต่จะให้เราซื้อบัตรโทรศัพท์  ตอนนั้นเป็นขากลับ กทม. แล้ว ถ้าซื้อบัตรก็จะเหลือเงินในบัตรเยอะมาก   ครั้งนั้น เลยเดินไปขาแลกกับคนแถวนั้นเอา  โชคดี ได้เจอคนใจดี  ให้เหรียญเรามาฟรีๆ ไม่ยอมให้เราแลก..ประทับใจจริงๆ..เหรียญหยอดตู้ไม่กี่เหรียญวันนั้น สำคัญกับเรามาก  เพราะต้องโทรหาเพื่อนที่จะกลับด้วยกัน ให้มานอนค้างที่สนามบินเป็นเพื่อน  ทีแรกกะจะมานอนที่สนามบินคนเดียว เพราะคิดว่ามีเครื่องขึ้น-ลง ตลอดทั้งคืนเหมือนบ้านเรา  แต่ปรากฎว่าเครื่องที่จะลงเที่ยวสุดท้ายหมด 21.00น. ได้   เลยไม่รู้จะไปนั่งรอขึ้นเครื่องตอนเช้าตรงไหน  ถามร้านค้าแถวนั้นเค้าก็ไม่ค่อยเข้าใจภาษาอังกฤษฉบับคนไทยอย่างเรา 555   ที่สำคัญ มีคนฝากเงินกลับเมืองไทยประมาณ 1 แสนบาท!!  น้ำตาแทบร่วงตอนหาแลกเหรียญโทรศัพท์…ขอบคุณพี่คนนั้นมากจริงๆ คะ )

ถึงไหนแล้วละนี่…

อ้อๆ   ออกมาจากด่านตรวจ นั่งรอเพื่อนมารับ..จริงๆ คุยกันไว้ว่า ถ้าถึงแล้วจะไลน์ไปหา  แต่ไวไฟเจ้ากรรมที่สนามบิน ดันใช้ไม่ได้   ดีนะพี่คนไทยที่นั่งเบาะข้างๆเราบนเครื่องบิน เค้าก็รอเพื่อนมารับ  เลยให้ยืมโทรศัพท์โทรหาเพื่อน   ..รู้แระว่าทำไมพระเจ้าถึงให้มีคนมานั่งข้างเบาะเราบนเครื่อง ทีแรกก็เสียดายที่ไม่ได้นั่ง 2 เบาะ  พระเจ้าเตรียมคนนี้มาช่วยเรานี่เอง 🙂

 

 

จากสนามบินหากจะเข้าเมือง เราสามารถเลือกเดินทางได้ 3 วิธีคะ

1.Taxi เลยง่ายๆ  แต่แพง (8 ปีที่แล้ว  เลือกวิธีนี้  โดนพี่ Taxi พาวนทัวร์หมู่บ้านกันเลย!!)

2.SKY BUS  จะจอดอยู่ด้านนอกสนามบิน ค่าตั๋วประมาณคนละ 18 AUD  วิ่งจากสนามบินไป Southern Cross Station ซึ่งเป็นจุดขึ้นรถไฟที่ใหญ่สถานีหนึ่งในเมือง

3.ให้เพื่อนมารับที่ สนามบิน 555    ขอบคุณพระเจ้าที่เรามีเพื่อนมารับ   “พี่อะตอม”  พี่คนนี้แหละเมื่อ 8 ปีก่อน ที่เราไปก็ได้รับการอุปการะที่พักกับอาหาร  ใจดีสุดๆ

 

 

 

เดินออกจากสนามบิน จะมีที่รอ SKY BUS    ที่จอดรอรถส่วนตัวมาัรับ จอดได้ 1 นาที  ซึ่งจะอยู่คนละเลนส์กัน  นักท่องเที่ยวสามรถดูจากป้ายได้เลย    อากาศที่เมลเบิร์นเดือนนี้  (กันยายน)  ค่อนข้างเย็นทีเดียว

 

บ้านพี่อะตอมที่เราจะไปอาศัยคืนนี้ อยู่ที่ South Morang  ห่างจากในเมือง ถ้านั่งรถไฟก็ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีคะ     ที่ South Morang นี่บรรยากาศดีสุดๆ  หน้าบ้านพี่อะตอมเป็นเขตอุทยานแห่งชาติเลย   พี่อะตอมบอกว่าถ้าโอกาสดีเราจะได้เห็นจิงโจ้ ออกมาวิ่งเล่น หาอาหารกินหน้าบ้านกันเลยทีเดียว  โห โห …

 

บ้านพี่อะตอม เพิ่งสร้างเสร็จไม่นาน  น่าอยู่ชะมัด

 

หน้าบ้านพี่อะตอมเลย  เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ

 

 

พาเดินเที่ยวรอบๆ บ้านกันซะหน่อยดีกว่า!!

 

 

 

 

 

 

FARM VIGANO’  ติดกับเขตอุทยานแห่งชาติ   ด้านในเป็นมีร้านกาแฟ ร้านอาหาร มีห้องสัมนา   เดินลงไปอีกหน่อยจะเจอสวนมะนาวเล็ก ๆ สามารถเก็บกลับบ้านได้นะคะ  เค้าอนุญาิต

 

 

 

 

 

 

 

มื้อที่ 2 ใน Melbourne   พี่อะตอมทำเอง ไก่อบกับมันบด   มื้อแรกพี่อะตอมพาพี่เลี้ยงเบอร์เกอร์แมคโดนัล  555

 

คืนแรกทริป Melbourne ที่ South Morang  อุณหภูมิช่วงดึกประมาณ  5-10 องศาได้ได้   แต่บ้านเรือนต่างประเทศนี่นอนไม่ต้องกลัวหนาวนะคะ เค้าเปิด ฮีสเตอร์นอนกัน  🙂  จริงๆ เราก็ไม่ค่อยชอบเปิดฮีสเตอร์เท่าไหร่ รู้สึกว่ามาถึงนี่แล้ว อยากสัมผัสอากาศหนาวๆ บ้าง  วันหลังๆ เลยบอกพี่อะตอมไม่ได้ต้องเปิดฮีสเตอร์ในห้องให้ก็ได้คะ  สู้ๆ

 

ตื่นเช้ามา วันที่ 2 ใน Melbourne  พี่อะตอมเดินมาเรียกบอกว่ามีจิงโจ้มาหาของกินอยู่หน้าบ้าน  ไปดูเร็ว  ไอ้เราก็เฮ้ย!! จิงโจ้ จิงโจ้    รีบหยิบกล้อง  ใส่เสื้อกันหนาว วิ่งออกไปหน้าบ้าน   ยืน ๆ มอง ๆ  อยูประมาณ 10 นาที..สงสัยจิงโจ้อิ่มแล้ว กลับไปแล้วแน่เลย  🙁   …คุยไปคุยมากับพี่อะตอม  ปรากฎว่าจิงโจ้มันอยู่กันตรงหลังแผงต้นไม้  ต้องดินข้ามลวดสลิงที่เค้ากั้นไว้เข้าไปดู  ไอ้เราก็นึกว่าเป็นเขตอุทยานฯ เข้าไปไม่ได้  ไม่เป็นไร วันหน้ารอดูใหม่  🙂

 

..ขอแทรกเหตุการณ์อีก 2 วันข้างหน้าตรงนี้หน่อยนะคะ ว่ากันด้วยเรื่องจิงโจ้  เดี๋ยวจะลืม

หลังจากไปค้างบ้านเพื่อนที่ในเมือง  1 วัน แล้วกลับมาเอากระเป๋าที่บ้านพี่อะตอมอีกที    ระหว่างรอพี่อะตอมกันอยู่หน้าบ้าน   น้องกับเพื่อนที่มาด้วยก็เดินเข้าไปในเขตอุทยานฯ  ไอ้เราก็เดินตามไป เพราะเป็นช่วงเย็นๆ แล้ว มีโอกาสที่จะได้เห็นจิงโจ้ออกมา    ทีแรกน้องคนที่เดินเข้าไปก่อน ร้องออกมา จิงโจ้ จิงโจ้   เราก็นึกว่าน้องมันหลอก  เดินตามเข้าไปดู  ด้วยความที่สายตาสั้น (แต่ไม่มาก)  มองไปเห็นแท่งๆ อะไรสีน้ำตาล หลายๆ แท่ง  พอเดินเ้ข้าไปอีก  โอ้…จิงโจ้เพียบเลย (ที่คิดไว้ก่อนหน้านี้ คือจะเห็นสักตัวสองตัว ไม่คิดว่าจะมากขนาดนี้)

 

 

หลังจากนั้นก่อนกลับเมืองไทย คืนสุดท้ายที่ South Morang ก็ได้เห็นจิงโจ้อีกรอบ  ส่งท้ายกลับบ้านกันเลย  ขอบคุณพระเจ้า ไม่ต้องเสียเงินเข้าไปดูในสวนสัตว์ ก็ได้ใกล้ๆชิดกับจิงโจ้ ตัวเป็นๆ ได้ที่นี่

 

 

 

ทริปนี้ค้างอยู่ที่ South Morang 2 วันแรกคะ   พอวันที่ 3 พี่อะตอมพาไปส่งที่ป้ายรถ Tram  เพื่อเดินทางเ้ข้าไปในเมือง   ก่อนเข้าเมืองเลยพามาเที่ยวตลาดตอนเช้า Sunday Market ที่มหาวิทยาลัย La Trobe  ตลาดแห่งนี้ชาวไร่ ชาวสวน จะเอาของมาขายที่นี่ ทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง

ส้มที่นี่ถือว่าถูกมากๆ เทียบกับค่าแรงที่นี่

 

 

ต้นสตอเบอรี่

 

 

 

 

 

ร้านนี้ขายอาหารแขก  ขายดีมาก  คนยืนต่อแถวยาวมาก   พี่อะตอมชวนให้ลอง ไอ้เราก็ไม่ค่อยกล้าลองของแปลกเท่าไหร่  ท้องไส้ยิ่งแข็งแรงอยู่ด้วย   ใครมาเที่ยวแวะมาลองชิม แล้วบอกด้วยนะคะ  แต่คาดว่าคงอร่อยมาก ดูจากความยาวของแถว

 

 

 

 

 

 

 

 

เดินเที่ยวตลาดเสร็จ ถึงเวลานั่งรถรางเข้าเมืองแล้ว  ที่นี่จะมีทั้ง Tram (รถราง) และ Trin (รถไฟ) คะ เลือกนั่งได้เลย  มีตารางบอกว่าชัดเจน และค่อนข้างตรงเวลามาก  (เราสามารถดูเวลารถได้ที่ APP tram Tracker)   การเดินทางที่นี่นักท่องเที่ยวจะต้องซื้อบัตรโดยสาร Myki

1. แบบรายเดือน ไม่จำกัดจำนวนเที่ยว   แต่เค้าจะมีโซนที่สามารถขึ้นได้

2.แบบเติมเงิน  ค่า มีค่าบัตร 6 AUD (น่าจะไม่คืน)  การเดินทางต่อเที่ยว 3.5 AUD คะ  แต่ถ้าเดินทาง 2 เที่ยวขึ้นไป  ก็จะใช้ได้ทั้งวัน (ถึงเที่ยงคืน) ไม่ถูกหักเงินอีก   มีโซนที่สามารถขึ้นได้เหมือนกันคะ  ถ้าเป็นคนละโซน ต้องแตะบัตรใหม่

วิธีใช้  พอเราขึ้นไปบนรถ  เค้าจะมีเครื่องให้เราแตะบัตร    ตอนลงก็แตะบัตรอีกที  เป็นอันจบ 1 เที่ยว  หรือถ้าใครคิดว่าเราจะเดินทางไป-กลับ ภายใน 2 ชม. ทัน ก็ค่อยแตะบัตรครั้งที่ 2 ตอนเรากลับก็ไ้ด้คะ  (เค้ามีเวลาให้ 2 ชม.)   ถ้าใครลืมแตะบัตรตอนลง  ถ้าผ่านไป 4 ชม. เค้าจะหักเงินในบัตร 7 AUD ไปเลยคะ  กันพวกลักไก่   บางคนที่นี่ก็แอบขึ้นรถฟรีกัน  ไม่แตะบัตร  แต่ต้องระวังคะ ถ้าคนตรวจบัตรมา ขอตรวจแล้วเราไม่ได้แตะ จะโดนค่าปรับเยอะมาก เห็นว่าประมาณเกือบ 200 AUD แหนะ.. ใครจะลองเสี่ยงดูก็ได้นะคะ 555

 

ตอนหน้าจะพาเดินเล่นในเมือง “นครเมลเิบิร์น” กันคะ  ว่าแต่..

จะต้องไปเที่ยวคนเดียวจริงหรอ?

เวลากินจะสั่งอาหารถูกมั้ย?

จะขึ้นรถหลงมั้ย?

ถามทาง ถามข้อมูลเค้า จะพูดภาษาอังกฤษรู้เรื่องมั้ย?

 

 

Use Facebook to Comment on this Post


  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube