อินเลิฟ อินทนนท์

กว่าลมหนาวในปีนี้จะเริ่มพัดมาอีกครั้งก้อเข้าราวๆปลายเดือนธันวาคมแล้วละค่ะ การเดินทางในครั้งนี้จึงเป็นการวางแผนแบบกระทันหันสักหน่อย บวกกับเวลาการเดินทางที่มีน้อยวัน  ดอยไกลๆที่ใฝ่ฝันจึงต้องถูกเปลี่ยนเป็นดอยในเชียงใหม่ก้อแล้วกัน ซึ่งหากอยากไปสัมผัสบบรรยากาศแบบหนาวถึงใจแล้ว ก็ต้องนึกถึงยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย อย่างดอยอินทนนท์  รับรองว่าต้องไม่ผิดหวัง แต่นับๆดูแล้ว นี่เราเคยเดินทางไปดอยอิทนนท์ห้าครั้งแล้วซินะ แต่ไปครั้งใดก็มีโปรแกรมเพียงไปยืนต่อแถวเพื่อแอ็คชั่นกับป้ายสูงสุดแดนสยามที่ยอดดอย แล้วไปไหว้พระธาตุ ทั้งๆที่ทุกครั้งที่ไป ก็มองเห็นป้ายบอกสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆที่น่าสนใจอีกหลายแห่งบนดอยอินทนนท์ แต่ด้วยเวลาจำกัดจึงไม่ได้เข้าไปเที่ยวเลย เอาละค่ะคราวนี้เป็นโอกาสดีขอเที่ยวอินทนนท์แบบเต็มที่สักวันนะค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เดิมที่ตั้งใจว่าต้องขึ้นยอดดอยอินทนนท์ให้ได้ก่อนหกโมงเช้า แต่ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางยาวราวเดียวจากเมื่อวานตอนเย็น เราจึงขอแวะนอนในรถที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในอ.สารภี แง้มกระจกไว้หน่อยเดียวเพราะแอร์จากธรรมชาติช่างหนาวเย็นจริงๆค่ะ ตื่นมาอีกทีบอกทุกคนในรถว่าตีสามแล้ว แต่ก้อไม่มีสัญญาณตอบรับใดใด ทุกคนยังคงหลับปุ๋ย เอาน่ะเพื่อความปลอกภัยดีกว่าให้ขับขึ้นเขาทั้งที่ง่วงๆ งั้นก้อนอนต่อแล้วกัน มารู้สึกตัวอีกทีก้อเพราะเสียงรถ และนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเพิ่มขึ้น ดูนาฬิกาตีห้าเศษแล้วค่ะ รีบกุลุกุจอล้างหน้าแปรงฟันกันใหญ่ แล้วรีบออกเดินทางมุ่งหน้าสู่อินทนนท์ทันที แอบกังวลเล็กน้อยว่าไปสายอย่างนี้จะเจอแม่คะนิ้งไหมเนี่ย

 

ก่อนถึงอ.จอมทอง จะมีแยกเลี้ยวขวาขึ้นอุทยานฯ ช่วงนี้รถเริ่มติด มีจนท.เดินมาบอกที่รถว่าเพื่อไม่ให้เสียเวลา ให้ส่งตัวแทนไปเสียค่าธรรมเนียมก่อน ระหว่างนี้จะมีชาวบ้านถือดอกไม้สำหรับไหว้พระธาตุฯ มาบอกขายที่รถหลายหลาย  จ่ายค่าธรรมเนียบแล้วออกเดินทางกันต่อค่ะ

ดอยอินทนนท์นั้นเป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัยในประเทศเนปาล ทอดผ่านภูฐาน พม่า และสิ้นสุดที่อินทนนท์ จุดท่องเที่ยวที่นี่มีหลายแห่งมาก ทั้งพระมหาธาตุ น้ำตก ถ้ำ เส้นทางเดินป่าดูนก  แต่จุดมุ่งหมายแรกของเราในวันนี้ขอขึ้นยอดดอยก่อนค่ะ เพราะมีภารกิจตามหาแม่คะนิ้งก่อนที่แสงแดดจะมา ระหว่างทางลองเปิดกระจกยื่นมือออกไปสัมผัสอากาศสักหน่อย หนาวเย็นจับใจจริงๆค่ะ ก็อย่างที่เค้าว่ากันแหละค่ะ ยิ่งสูงยิ่งหนาว

สำหรับจุดที่จะพบแม่คะนิ้งได้ง่ายๆ นั้นคือริมถนน ประมาณ กม.ที่ 40 กว่า พวกเราต่างมองหากันใหญ่  แต่ก็ไม่เห็นเลยค่ะ จนพอใกล้ถึงยอดดอยการจราจรเริ่มติดขัด จึงตัดสินใจจอดริมทาง แล้วเดินไปไกลหน่อย ดีกว่ารอรถติดค่ะ ขณะก้าวออกจากรถ บรื๊อส์ หนาวได้ใจ มือไม้ชา รีบคว้าถุงมือ คว้าผ้าพันคอ หมวกไหมพรม มาใส่แบบเต็มชุด เดินขึ้นดอยแบบแข้งขาก้าวไม่ค่อยออกเพราะความหนาวเหน็บ ก็เห็นคนกำลังมุงถ่ายรูปอยู่ พอไปดูใกล้ๆ เย้ ! ใช่แล้วค่ะเราเจอแม่คะนิ้งแล้ว

 

 

เหมือนใครเอาใบไม้ไปแช่ช่อง ฟริทในตู้เย็นอ่ะค่ะ

แม่คะนิ้งบางส่วนเริ่มละลาย กลายเป็นหยาดน้ำใสใสพร่างพราว

 

 

ระหว่างเดินขึ้นยอดดอย มือเริ่มชา จมูกเริ่มแดง หนาวสมใจละทีนี้ ใครที่จะไปก็อย่าลืมอุปกรณ์กันหนาวให้พร้อมนะค่ะ ถึงแล้วค่ะสูงสุดแดนสยาม

 

 

เมื่อไปถึงแล้วไปกราบกู่พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ซึ่งทรงเป็นพระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ และทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าเมืองประเทศราชองค์สุดท้าย ที่ทรงครองพระราชอำนาจเหนือล้านนาอย่างแท้จริง

เมื่อมาถึงยอดดอยที่สูงที่สุดแล้ว ก็ต้องไม่พลาดไปดูหมุดหลักฐานจุดสูงสุดแดนสยาม

 

 

 จากนั้นแวะที่จุดตรวจวัดรังสีของทหารอากาศ ช่วงเทศกาลแบบนี้มีอาหารขายเพียบเลยค่ะ 

 หาข้าวต้มหมูเห็ดหอมร้อนๆทานสักหน่อย  ได้มาแล้วรีบทานนะค่ะ เพราะแป๊บเดียวข้าวต้มก็จะเย็นไปตามอากาศซะแล้วค่ะ

 

จากนั้นไปเดินสำรวจธรรมชาติ ที่ป่าดึกดำบรรพ์ อ่างกาหลวง  เดินทางเข้าสู่ประตูหิมาลัยกันค่ะ

 

ป่าบริเวณนี้เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก อากาศหนาวเย็น  ปกคลุมไปด้วยหมอก มีความชื้นสูง

 

 ที่นี่มีพืชชนิดหนึ่งที่หาพบได้ยาก  คือข้าวตอกฤาษีขึ้นอยู่  ซึ่งเป็นมอสขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง และขึ้นเฉพาะที่มีความหนาวเย็นเท่านั้น ช่วงที่เราไปข้าวตอกฤาษีที่กำลังเริ่มสีจางแล้ว แต่ยังคงงดงามอยู่

 

 เพราะความชุ่มชื้นสูง ทางเดินไม้จึงถูกปกคลุมไปด้วยมอสเปลี่ยนราวไม้เป็นสีเขียวเลยค่ะ

 

 

เสร็จแล้วไปสำรวจธรรมชาติที่กิ่วแม่ปานกันต่อค่ะ

 

ระหว่างขับรถเข้าลานจอด ที่ล้อด้านซ้ายก็เกิดควันโขมง กลิ่นเหม็นไหม้สุดๆ รีบจอดรถ กระโดดลงจากรถกันใหญ่ ลงมาดูจึงรู้ว่าเบรกไหม้ไปแล้วค่ะ แล้วพี่น้องคนไทยใจดีก้อมาช่วยกันเข็นแอบเข้าลานจอดรถ น้ำใจคนไทยน่ารักจริงๆค่ะ ขอบคุณทุกๆคนนะค่ะ  มีผู้รู้แนะนำว่าต้องรอให้เครื่องเย็นเอง ห้ามใช้น้ำนะค่ะ จากนั่นก็สามารถขับต่อไปได้ (เย็นวันนั้นเราลงไปซ่อมรถในเมืองซึ่งช่างแนะนำว่าสำหรับเกียร์ออโต้เวลาลงเข้าทางที่ดีที่สุดคือขับลงช้าๆค่ะ ขับชมวิวไปอย่ารีบร้อน หากจะเบรกให้ใช้การย้ำเบรก ไม่ควรเหยียบเบรกแช่ คนนั่งอาจเวียนศรีษะสักหน่อย  แต่เพื่อความปลอดภัยค่ะ)

 

 จากนั้นจึงไปลงทะเบียนเพื่อเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติ โดยนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มต้องจ้าง จนท.นำทาง เพื่อความปลอดภัย  เค้าคิดกลุ่มละ 200 บาท  จะมีจนท.นำทาง  1 คน สำหรับกลุ่มเราได้น้อง จนท.นำทางผู้หญิงชื่อน้องวริสรา เริ่มต้น น้องจะอธิบายถึงเส้นทางที่เราจะไป อุปกรณ์ที่ควรเตรียมไปในการเดินทาง อันได้แก่ หมวกกันแดด และน้ำดื่ม เรียบร้อยแล้วออกเดินทางกันเลยค่ะ

 

อุณหภูมิสำหรับวันนี้ค่ะ

 

 

ระยะทางประมาณ 3 กม. คิดว่าสบายมากๆ แต่ที่ไหนได้ค่ะ เดินไปได้ไม่ไกลก้อเหนื่อยลิ้นห้อยซะแล้วค่ะ นั่นเป็นเพราะเราอยู่บนที่สูงมากๆ ความกดอากาศต่ำ จึงเหนื่อยง่ายมากค่ะ  นั่งพักกันบ่อยหน่อย ทางช่วงแรกเป็นป่าดิบเขา เราจะเดินใต้เงาร่มไม้ใหญ่  มีน้ำตกเล็กๆซ่อนตัวอยู่    แวะชมน้ำตกเป็นการคลายเหนื่อยแล้วค่อยเดินทางต่อ  ที่ชอบมากๆคือระหว่างทางจะมีเสียงนกคอยขับกล่อมไพเราะจัง ใครที่ชอบดูนกเตรียมกล้องส่องดูนกมาด้วยนะค่ะ

 

เดินไปเรื่อยๆน้องวริศราชี้ให้ดูรอยตีนหมีค่ะ แต่ไม่ต้องกใจเดียวนี้ไม่มีแล้วค่ะ เพราะคนมาเที่ยวกันเยอะมากสัตว์ป่าก็เลยหนีหายหมด

 

ขนุนดินอาหารหมูป่า

 

พ้นจากป่าดิบเขามา คุณก็จะพบกับความสว่าง และทุ่งหญ้าบนเนินเขาแซมด้วยดอกไม้สีขาว

 

 เดินไปเรื่อยๆจะถึงจุดชมวิว จุดนี้คุณจะได้พบภาพวิวทิวทัศน์ที่สวยงามแบบพานอรามา ดูเทือกเขาที่สวยงาม สูดโอโซนให้เต็มปอด แล้วออกเดินทางกันต่อค่ะ

 

เดินต่อไปอีกนิดจะพบกับประติมากรรมจากธรรมชาติตั้งโดดเด่นอยู่กลางเนินเขา

 

 จากนั้นเส้นทางเดินเป็นสันเขาซึ่งจะเริ่มแคบลงเรื่อยๆ

 

 ข้างๆเป็นเหวลึก มีเพียงราวไม้เล็กๆกั้นเท่านั้น

 

 ตรงจุดนี่แหละค่ะที่เรียกว่า กิ่วแม่ปาน  เพราะ กิ่ว แปลว่า ทางแคบที่อยู่บนสันเขา

 

 

 ตรงกิ่วนี้ ข้างๆทางเดินมีดอกกุหลาบพันปีขึ้นอยู่หลายต้น น้องเจ้าหน้าที่นำทางบอกว่าช่วงนี้เริ่มโรยไปบ้างแล้วแต่ก้อยังพอมีให้ชื่นใจอยู่บ้าง ถ้ามาก่อนหน้านี้คงมีเพียบเลยค่ะ

 

 

  สุดทางนี้จะเป็นจุดชมวิวที่ไม่ควรพลาด เพราะสามารถมองเห็นพระธาตุทั้งสององค์ คือ พระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ  จากนั้นเดินทางกลับ เส้นทางเป็นป่าอีกครั้ง

 

ธรรมชาติช่างสร้างสรรค์ รากไม้แปลงร่างเป็นหนอนชาเขียวยักษ์

ขากลับเริ่มหมดแรงกันแล้วแวะพักเหนื่อยตรงที่จุดนี้ชอบมากๆค่ะ เค้าบอกให้ลองหลับตา จะได้ฟังดนตรีบรรเลงจากธรรมชาติ ไพเราะจนอยากหลับสักตื่น ถ้าเสียงท้องร้องไม่มากวนใจตอนนี้ เพราะเป็นเวลาเที่ยงแล้วค่ะ สรุปแล้วเราเดินๆพักๆ ใช้เวลาไป 2 ช.ม.กับ 10 นาที น้องบอกว่าเป็นการใช้เวลาที่โอเคเลยค่ะ  จากนั่นลงชื่อและเวลาที่มาถึง เป็นอันจบการเดินทางเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่แสนประทับใจ จากนั้นจึงไปหาของอร่อยๆทานที่โครงการหลวงอินทนนท์ต่อกันค่ะ

จ่ายค่าธรรมเนียมคนละ 20 บาท แล้ว เดินชมดอกไม้สวยๆ

ถูกใจคนรักดอกไม้สุดสุด

บรรยากาศสวยๆในสวน

สวนเฟริ์น

 

 บ่อน้ำในโครงการหลวงจัดแต่งอย่างสวยงามมีหงส์ดำว่ายน้ำอยู่หลายตัว

วิวด้านข้างๆโครงการหลวง

ร้านอาหารในวันเทศกาลอย่างนี้มีผู้คนมากมาย ทั้งๆที่ก็เตรียมใจไว้แล้วค่ะว่าต้องรอนาน แต่วันนั้นค่อนข้างนานมากๆ และด้วยความที่หิวมากมาย เลยต้องไปซื้อผักทอดดรอบของโครงการมารองท้องสักหนึ่งจาน อร่อยมากๆค่ะ

 

อาหารมาแล้วค่ะ มีเห็ดโคนญี่ปุ่นยำตะไคร้

เห็ดหอมสดชุบแป้งทอด

ปลาเทร้านึ่งซีอิ๋ว อร่อยทุกจานค่ะ

 

 

ก่อนกลับแวะทานไอศครีมวนิลาใส่ในผลอโวคาโดสดๆ ไอเดียง่ายๆที่ได้รสชาดความมันของผลอะโวคาโดกับความหวานเย็นของไอศครีม อร่อยลงตัวมากๆ ติดใจสุดสุดค่ะ อิ่มท้องกันแล้วจึงเดินทางกลับ

 

ขากลับแวะไปชมวิวนาขั้นบันได้ที่บ้านแม่กลางหลวงกันสักหน่อย

จบการเดินทางท่องเที่ยว ณ ดอยอินทนนท์ สำหรับครั้งนี้แล้ว แต่ทว่าดอยสูงสุดแดนสยามนี้ยังคงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่อีกมากมายที่รอให้ทุกคนออกไปค้นหาและหากมีโอกาสเราคงได้ไปอินเลิฟกันอีกที่ ที่อินทนนท์

 มีคนเคยกล่าวว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาว  ฟังดูแล้วช่างโดดเดี่ยวเดียวดายจัง  แต่สำหรับที่ดอยอนทนนท์แล้วต้องขอบอกว่า “ยิ่งสูงยิ่งหนาวยิ่งงดงาม ยิ่งทำให้อบอุ่นในหัวใจ   จนต้องตกหลุมรัก เลยทีเดียวค่ะ และหากมีโอกาสเราคงได้ไปอินเลิฟกันอีกทีที่อินทนนท์

 

Use Facebook to Comment on this Post


  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube