ตื่นตากับ 2 ที่สุดในยุโรป…แล้วไปเดินเล่นเมืองในฝัน “Stein am Rhein”

ย่ำหิมะบนยอดเขา “Jungfraujoch Top Of Europe”
เดินเล่นเมืองในฝัน “Stein am Rhein” เมืองเล็กริมแม่น้ำไรน์
สัมผัสความยิ่งใหญ่ Rheinfall

“สวิสเซอร์แลนด์” เมื่อนึกถึงประเทศนี้ภาพความงามของขุนเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนก็ลอยเข้ามาในหัวที่นี่เป็นประเทศที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีธรรมชาติสวยงามเป็นอันดับต้นๆของโลกและเป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวหลายคนฝันจะไปเยือนสักครั้ง ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเหมือนกัน เขาบอกว่าสิบคนพูดก็ไม่เท่าไปสัมผัสเองสักครั้ง   ฉะนั้นเราต้องไปพิสูจน์ความงามด้วยตัวเองและใครที่หลงรักการท่องเที่ยวภูเขาและน้ำตก ขอให้บรรจุสวิสเข้าไปในแผนการเดินทางรับรองไม่ผิดหวังถ้าได้มาเยือนที่นี่แล้วจะติดใจ

“ที่สุดของภูเขาเส้นทางสู่ Jungfraujoch”

จุดหมายสำคัญสำหรับทริปนี้คือการขึ้นไปยืนยังจุดสูงสุดยอดของภูเขาในยุโรป “Jungfraujoch” ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “Top Of Yurope” ด้วยความสูง 3,454 เมตร จากระดับน้ำทะเล ที่นี่จะปกคลุมไปด้วยหิมะตลอดทั้งปี   เราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้านั่งรถไฟจากเมือง
Zurich ไปต่อรถไฟอีกขบวนที่สถานีเมือง Bern ไปยังสถานี Interlaken Ost  เพื่อไปซื้อตั๋วรถไฟไปพิชิตยอดเขานี้กัน ทางขึ้นไปยัง Jungfraujoch มี 2 ทาง คือ Grindelwald และ Lauterbrunnen ซึ่งทั้งสองเส้นทางจะไปบรรจบกันที่สถานี Kleine Scheidegg ที่ความสูง 2,061 เมตร แล้วเปลี่ยนขบวนรถไฟเพื่อไปยังสถานี Jungfraujoch ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป เส้นทางรถไฟทะลุภูเขาระยะทาง 9 กิโลเมตรไปยัง Jungfraujoch นี้เกือบจะไม่มีอยู่แล้ว เพราะโครงการนี้เสนอไปยังรัฐบาลตั้งแต่ปี ค.ศ.1889 จนมาถึงปี ค.ศ.1894 ระยะเวลากว่า 5 ปี รัฐบาลจึงอนุมัติงบประมาณมาให้ และคาดการณ์ว่าจะแล้วเสร็จภายใน 7 ปี และต้องใช้งบประมาณ 10 ล้านฟรังก์ โดยใช้ทีมของ Adoft
Guyer-Zeller นักบุกเบิกรถไฟชาวสวิส แต่ด้วยปัญหาด้านเทคนิคและเครื่องมือก่อสร้างในสมัยนั้นไม่เอื้ออำนวย รวมทั้งอากาศที่หนาวเย็นจับใจ
ทำให้โครงการนี้ยืดเยื้อไปถึง 16 ปีเลยทีเดียว รวมทั้งงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเป็น 15 ล้านฟรังก์ ซึ่งรถไฟสายนี้เปิดให้บริการเมื่อปี ค.ศ. 1912 ใช้ชื่อว่า “Jungfraubahn” แต่ปัจจุบันได้ชื่อว่าเป็น “Jungfraujoch-Top of Europe” เพราะเป็นสายรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรปนั่นเอง

ระหว่างทางที่จะขึ้นไปยังสถานีรถไฟสุดท้ายจะมีจุดแวะชมวิวกลางทาง 2 จุด คือ Eiger Wall ที่ระดับความสูง 2,865 เมตร นอกจากจะเป็นที่ชมวิวแล้วปัจจุบัน ณ จุดนี้ยังเป็นจุดช่วยเหลือและทางออกฉุกเฉินของบรรดานักปีนเขาที่ประสบอุบัติเหตุในการปีนขึ้นสู่ยอดเขา Eiger อีกด้วย และ Eismeer ที่ระดับความสูง 3,160 เมตร ทางรถไฟจะจอดให้ผู้โดยสารลงไปชมวิวด้านนอกผ่านทางหน้าต่างกระจกจุดละ 5 นาที ซึ่งจะมองเห็นวิวของเมืองต่างๆ ที่นั่งรถไฟผ่านมาธารน้ำแข็งสีขาวทอดยาวสุดสายตา  ถ้าใครไม่อยากลงก็นั่งรอในรถก็ได้ เราลองลงไปจุดแรกสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นขนหัวลุก พอจุดที่ 2 เราเลยขอนั่งอยู่บนรถไฟเพราะอากาศที่เย็นขึ้นเรื่อยๆ คุณป้าชาวสวิสเห็นเราหนาวถอดเสื้อให้เราห่ม ทั้งที่เราบอกว่าไม่เป็นไรนั่นคือน้ำใจอันอบอุ่นที่ได้รับระหว่างการเดินทาง เพราะฉะนั้นใครที่จะมาเที่ยวบนนี้อยากจะให้เตรียมตัวให้พร้อมมากๆ เสื้อกันหนาวขอให้เอามาแบบจัดเต็ม สำหรับเรายอมรับเลยว่าพลาดเตรียมเสื้อหนาวตัวที่ไม่หนามากมาเพราะอากาศข้างล่างไม่หนาวมาก
แต่พอมาเจออากาศบนยอดเขานี่ก็ทำเอาไม่อยากจะขยับตัวไปไหนเลย

“ย่ำหิมะบนยอดเขา Jungfraujoch”

นั่งรถไฟลัดเลาะเส้นทางสายภูเขาหิมะมากว่า 2 ชั่วโมง กับวิวสวยงามสองข้างทางทั้งภูเขาหิมะ ทุ่งกว้าง ผ่านหมู่บ้านในหุบเขา บ้านไม้น่ารักๆ ในที่สุดเราก็ขึ้นมายืนอยู่ที่ “Jungfraujoch” ได้เห็นยอดเขา “Jungfrau” แบบเต็มตา ซึ่งโชคดีมากวันที่ไปท้องฟ้าแจ่มใส แดดดี ได้ชื่นชมกับสีฟ้าเข้มของท้องฟ้าตัดกับสีขาวของหิมะสวยสุดบรรยาย อย่างในรูปที่ได้เห็นกัน เราค่อยๆเดินย่ำบนหิมะสีขาวเป็นผงเหยียบย่ำทีละย่างก้าวอย่างระมัดระวังเพราะกลัวลื่นพร้อมกับชื่นชมความงามของยอดเขาเบื้องหน้าธารน้ำแข็งสีขาวมองไปไกลสุดสายตาความงามที่ธรรมชาติสร้างสรรค์อย่างลงตัว
ไม่เคยคิดว่าวันนึงจะได้ขึ้นมายืนบนจุดนี้ ไม่รู้จะเลือกถ่ายรูปกับมุมไหนก่อนดีเพราะสวยทุกมุมข้างบนนี้ถ้าในฤดูหนาวนี่อุณหภูมิติดลบถึงเลขสอง ตัวเลยนะ แต่ช่วงที่เรามาเป็นช่วงปลายฤดูหนาวแล้วอากาศเลยไม่เย็นจัดมาก แต่สำหรับคนเมืองร้อนอย่างเราถือว่าหนาวใช้ได้ พอเดินออกไปยังจุดชมวิวแสงแดดจ้าทำให้อากาศอุ่นขึ้นพอคลายหนาวไปได้บ้างอ้ออุปกรณ์อีกชิ้นที่ขาดไม่ได้คือแว่นกันแดดนะจ๊ะ เพราะแดดแรงและแสงสะท้อนของหิมะจะทำให้เราตามัวได้ แล้วในระดับความสูงแบบนี้อาจจะทำให้บางคนเกิดอาการวิงเวียนมึนหัวกันได้ ด้วยอากาศที่เบาบางทำให้เหนื่อยง่ายกว่าปกติ ฉะนั้นไม่ต้องเดินกันแบบเร่งรีบ เดินช้าๆ ชิลๆ จะสนุกกับการท่องเที่ยวบนนี้นะ เพราะถ้าเกิดอาการอย่างที่บอกไปจะทำให้เราหมดสนุกจนไม่อยากทำอะไรเลย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“เดินเล่นบน Jungfraujoch”

Plateau เป็นจุดชมวิวยอดนิยม ในวันที่ฟ้าเปิดสามารถมองเห็นธารน้ำแข็งไปได้ไกลๆเป็นกิโลเมตรเลยทีเดียว

Ice – Palace เป็นถ้ำน้ำแข็งที่ถูกเจาะจากธารน้ำแข็งที่ทับถมกันมากว่าพันปี มีความยาวและใหญ่ที่สุดในยุโรป โดยภายในถ้ำจะมีน้ำแข็งสลักเป็นรูปต่างๆ ให้ได้เดินชมกันและในนี้ก็หนาวใช้ได้เหมือนกัน

Exhibition เป็นห้องแสดงงานและประวัติการสร้างสถานีรถไฟ Jungfraujoch มีโมเดลจำลองรถไฟรุ่นแรกให้ชมกันด้วย

Sphinx – Viewpoint เป็นจุดชมวิวและสถานีวิจัยสภาพอากาศ ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสอย่างวันที่เราขึ้นมาจะมองเห็นได้ไกลถึงประเทศเยอรมนีและออสเตรียเลย และด้านนอกอาคารสามารถเดินชมวิวได้แบบ 360 องศาด้วยนะ

Exit to Glacier เป็นบริเวณที่เปิดออกไปสู่ธารน้ำแข็ง โดยในช่วงฤดูร้อนจะมีกิจกรรมต่างๆให้ได้เล่นกัน เช่น Snow Disk, นั่งกระดานหิมะ, ลานฝึกสกี, โรยตัวหรือนั่งจิบกาแฟชมวิวอันสวยงามของธารน้ำแข็งเบื้องหน้า

“ไปรษณีย์สูงสุดในยุโรป Jungfraujoch Top Of Yurope”

หลายคนอยากเก็บความประทับใจใส่โปสการ์ดส่งไปหาคนรู้หรือส่งให้ตัวเองเป็นที่ระลึก ที่นี่มีที่ทำการไปรษณีย์สูงที่สุดในยุโรป โดยที่ทำการแห่งนี้จะมีตราประทับพิเศษที่บอกความสูงของยอดเขาพร้อมชื่อ Jungfraujoch Top Of Yurope ปั๊มบนโปสการ์ดที่เราส่งด้วยซึ่งโปสการ์ดที่ถูกส่งจากที่นี่ปีละแสนใบเลยทีเดียว โปสการ์ดและแสตมป์สามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายของที่ระลึกบนนั้นได้เลยหรือเตรียมเขียนมาก่อนก็ได้แล้วเอามาส่งที่นี่ เพราะความหนาวอาจจะทำให้เราเขียนอะไรไม่ออกก็ได้

 

 

“ปั๊ม Passport Jungfraujoch”

ขึ้นมาข้างบนนี้จะมีจุดสำหรับปั๊ม Passport ซึ่งเราจะได้รับสมุดนี้ตั้งแต่ตอนที่เราซื้อตั๋วรถไฟ อย่าลืมเอาไปปั๋มไว้เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งได้ขึ้นมายืนบนจุดซึ่งสูงที่สุดของยุโรปสูดอากาศบนยอด Jungfraujoch จนเต็มปอดแล้วเราก็ได้เวลาโบกมือลา นั่งรถไฟไต่เขาลงมายังสถานี Kleine
Scheidegg เมื่อรถไฟเคลื่อนตัวผ่านเขาลงมาเบื้องล่างกับภาพสุดท้ายกับวิวของ 3 ยอดเขา “ไอเก้อ-เมิ้น-ยุ้งเฟรา” ความงามแห่งเทือกเขาหิมะของสวิสค่อยๆลับตาไป

 

 

ที่สุดของเมืองในฝัน “Stein am Rhein” เมืองเล็กริมแม่น้ำไรน์

การเที่ยวในสวิสของเราจะใช้รถไฟเป็นพาหนะหลักและรถไฟที่สวิสบอกได้คำเดียวว่า “เป๊ะ” บอกจะออกเวลาไหนก็ออกเวลานั้นไม่มีรอผู้โดยสาร
ซึ่งเราต้องวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวกันในแต่ละวันเช็คเวลาตารางเดินรถไฟไป-กลับให้ดี เราเลือกใช้ตั๋วเดินทางที่เรียกว่า “Swiss Pass”
โดยเจ้าบัตรนี้เราสามารถใช้บริการในการเดินทางที่เป็นการคมนาคมของรัฐในสวิสได้ทุกประเภท งั้นเราโดดขึ้นรถไฟไปเที่ยวกันต่อดีกว่า “Stein am Rhein” คือจุดหมายปลายทางของเรา รถไฟพาเราลัดเลาะมายังเมืองชนบทของสวิสที่หลายคนอาจจะไม่ค่อยได้ยินชื่อกันนักเมืองเล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่ริมแม่น้ำไรน์ พอเราเดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำไรน์เข้าไปจะเป็นเขตเมืองเก่าที่มีอายุเก่าแก่กว่าหลายร้อยปี เราคิดว่าตัวเองหลุดมาอยู่ในเมืองในเทพนิยายเสียอีก ความงามของภาพจิตรกรรมสีน้ำแบบ Fresco บนตึกต่างๆ ในเมืองบอกเล่าเรื่องราวด้วยภาพเขียนอันแสนวิจิตรกับอาคารและสถาปัตยกรรมของยุโรปยุคกลางดูเข้ากันมาก ซึ่งที่นี่ยังคงอนุรักษ์บ้านเรือนให้คงสภาพเดิมมากที่สุด เมืองชไตน์ อัม ไรน์ ได้รับรางวัล The First Wakker Prize เมื่อปี 1972 ในฐานะที่อนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมไว้ได้เป็นอย่างดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เราเห็นเป็นคนรุ่นคุณตาคุณยายเดินจูงมือชี้ชวนชมความสวยงามของเมืองน่ารักจริงๆ บ้างก็ออกมาดื่มด่ำนั่งชิลกินบรรยากาศริมน้ำ มีทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ที่พักหลากหลายสไตล์ให้เลือก ร้านขายของที่ระลึกทั้งพวงกุญแจ แม็กเน็ตสัญลักษณ์ประจำสวิส
แต่ที่ถูกใจเราที่สุดคงเป็นร้านขายช็อกโกแลตเมดอินสวิสหลากหลายแบบให้ได้เลือกช็อปกัน มีช็อกโกแลตแบบชั่งน้ำหนักขายด้วย เราเพลิดเพลินอยู่กับการเลือกซื้อช็อกแลตอยู่นานจนได้มาหนึ่งถุงใหญ่ เดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยมีความสุขกับการถ่ายรูปบ้านรูปทรงน่ารักกับประตูสีสวย แม้ที่นี่จะเป็นเมืองเล็กใช้เวลาเดินไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถเดินได้ทั่วเมืองแล้ว แต่ถ้าพูดถึงเสน่ห์ของเมืองมีล้นเหลือเกินจะบรรยายได้หมดเดินกันจนเหนื่อยแล้วมองหาร้านเก๋ๆ แวะพักชิมของอร่อยแนะนำร้าน “Lep’tite creperie & Bazar” ร้านขายเครปสูตรฝรั่งเศสมีทั้งแบบไส้หวานอย่างช็อกโกแลตและกล้วยเสิร์ฟพร้อมไอศครีมลูกโตและวิปครีมหรือจะเป็นไส้ของคาวแฮมชีสเห็ดหรือผักโขมก็มีให้เลือกชิมกัน แต่ส่วนใหญ่ร้านอาหารและร้านค้าต่างๆในเมืองนี้จะปิดยาวในช่วงเดือนพ.ย.-ก.พ.และใครที่คิดถึงอาหารไทยที่นี่ก็มีร้านอาหารไทยให้ได้ลิ้มรสกันด้วยนะ มีร้านเก๋ๆ
ให้เลือกนั่งชื่นชมกับวิวชิลๆ กันหลากหลายร้านทีเดียว ถ้าโอกาสอำนวยสักวันเราจะกลับมาที่นี่อีกต้องมานอนพักผ่อนที่นี่สักสองสามวัน เพราะด้วยอากาศและบรรยากาศเมืองริมน้ำแสนสบายแห่งนี้เหมาะเป็นเมืองที่น่านอนเล่นที่สุด

“สัมผัสที่สุดของน้ำตกในยุโรป กับความยิ่งใหญ่ของ Rheinfall”

จาก “Stein am Rhein” สามารถนั่งเรือล่องแม่น้ำไรน์ไปยังเมือง “Schaffhausen” ซึ่งเป็นที่ตั้งของอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเป็นที่สุดของยุโรป “Rheinfall” เป็นน้ำตกที่เกิดจากแม่น้ำไรน์ที่เป็นแม่น้ำซึ่งยาวและสำคัญที่สุดในยุโรปมีต้นน้ำมาจากเทือกเขาแอลป์ ไหลผ่านประเทศอิตาลี, สวิตเซอร์แลนด์, ลิกเตนสไตน์, ออสเตรีย, เยอรมนี, ฝรั่งเศส, ลักเซมเบิร์ก, เบลเยี่ยม,และเนเธอร์แลนด์ ไปลงสู่ทะเลเหนือ คาดว่าน้ำตกนี้ถือกำเนิดมาตั้งแต่ยุคน้ำแข็งมีอายุราวๆ 14,000-18,000 ปีถือมาแล้ว เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ถึงจะมีความสูงไม่มากประมาณ 23 เมตร แต่มีความกว้างถึง 150 เมตร แค่เสียงสายน้ำตกกระเซ็นยังเสียงดังสมกับที่เป็นน้ำตกใหญ่ที่สุดของยุโรป เราเดินวนชมตั้งแต่ด้านข้างของน้ำตกจนมาหยุดนั่งพักชมน้ำตกไรน์หน้าร้านขายอาหารที่วิวเบื้องหน้าเป็นน้ำตกไรน์ มีฉากหลังเป็นทางรถไฟวิ่งผ่าน ส่วนด้านข้างเป็นปราสาท Schloss Laufen am Rheinfall บนเขาความยิ่งใหญ่มันเป็นแบบนี้นี่เองหรือใครอยากจะนั่งเรือข้ามฟากไปปราสาทอีกฝั่งของน้ำตกก็ได้ซึ่งจะได้เห็นน้ำตกในมุมต่างๆ หรือถ้าอยากตื่นเต้นนั่งเรือไปยังจุดเกาะกลางของน้ำตกที่เป็นภูเขาเล็กๆ คราวนี้จะได้สัมผัสละอองน้ำตกแบบเบียดชิดติดตัวจริงๆ แถมด้วยความตื่นเต้นตลอดเวลาที่อยู่บนเรือเพราะกระแสน้ำซึ่งแรงใช้ได้อยู่ อากาศเริ่มเย็นขึ้นพร้อมฟ้าครึ้มฝนกำลังจะมาเราคงต้องไปหาที่หลบฝนกันก่อนละและสุดท้ายเราก็มานั่งอยู่บนรถไฟขบวนที่เราเห็นเป็นฉากหลังวิ่งผ่านน้ำตกไรน์อีกหนึ่งความยิ่งใหญ่ที่ได้สัมผัสในยุโรป ต้องลองไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของ 2 ที่สุดนี้กันดูสักครั้งนะ  เราเดินเลียบทางเดินชมความสวยงามและกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากของน้ำตกไรน์อันยิ่งใหญ่  เรานั่งกินไส้กรอกเคล้าบรรยากาศฟังเสียงกระหึ่มของน้ำตก Schloss Laufen am แบบใกล้ชิดติดตาก็มีเรือให้บริการ Rheinfall

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อควรรู้

  • ค่าตั๋วรถไฟขึ้น Jungfraujoch สามารถใช้ตั๋ว Swiss Pass ลดราคาได้ 50%
  • ควรนั่งรถไฟขึ้นและลงจาก Jungfraujoch เป็นวงกลมจะได้เห็นวิวที่แตกต่างกัน
  • Jungfraujoch Top Of Yurope เป็นสายรถไฟที่สูงสุดในยุโรป
  • ช่วงที่น่าไปเที่ยว Jungfraujoch คือตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคม
  • ช่วงที่น่าไปเที่ยว Rheinfall คือตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน

Use Facebook to Comment on this Post


  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube