เนปาลรำลึก ตอนที่ 2 : Nepal ; never end peace and love.

Day 3 : from Sarangkot to Nagakot

นมัส เตค่ะ วันนี้เป็นวันที่ 3 ของการเดินทาง (10 ธันวาคม 2551)  เมื่อคืนพวกเราดื่มด่ำกับความโรแมนติกของโพคราจนแทบจะไม่มีใครอยากกลับเข้า โรงแรม ประมาณว่าทุกคนอยากรู้จักโพครา

ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  เพราะพวกเราวางโปรแกรมสำหรับที่นี่เพียงแค่ one night only

พวกเราเลือกเดินสำรวจสินค้าพื้นเมือง อาทิเช่น

บรรดา เจ้าของร้านหนุ่มๆ ชาวเนปาลี ไม่ใช่ซิ เป็นสินค้าพวก thanka , พรมเนปาล , กระเป๋าหนังแกะหนังจามรี , โคมไฟกระดาษสา, กงล้อธรรมะ, ฯลฯ

(แต่ข้าวจะบอกว่าจริงๆก็ใช่แล่ะ  ที่พวกเราเลือกชมสินค้าตามหน้าตาเจ้าของร้าน ฮาาาาาาาาาาาา)

แต่ พี่ๆชาวเนปาลก็ได้บอกไว้ว่า ที่นี่พ่อค้าจะหล่อมาก เป็นแขกขาว ตาคม แล้วพวกนี้จะชอบหลอกขายของกับนักท่องเที่ยวสาวๆ อาศัยคารมปากหวาน หลอกให้เราใจอ่อนย่อมควักเงินซื้อสินค้าในร้าน

ตอน แรกพวกเราก้อระวังกันอย่างดี เข้าร้านพร้อมกันทีละห้าหกคน ต่อให้ได้ราคาลดมากกว่า        60 –  70 เปอร์เซนต์ตามที่พี่เค้าบอกไว้ ซึ่งมันสำเร็จค่ะ เพื่อนช่วยข้าวต่อราคา จนได้พรมประดับผนังบ้านปักมือมาสองผืน แล้วก้อปลอกหมอนปักมือ (ซึ่งทุกวันนี้พรมยังกองอยู่ในตู้เสื้อผ้าเลยคะ ยังไม่ได้เอามาขึ้นฝาบ้านแต่อย่างใด เฮ้อ!!)

แต่พวก เราก็พลาดอย่างที่พี่เนปาลบอกไว้จริงๆ เมื่อเพื่อนในกลุ่มถูกหลอกให้ซื้อกระเป๋าทำจากหนังจามรี ก็พ่อค้าแขกขาว ตาคม หล่อยังกับเทพบุตรเค้าบอกไว้อย่างนั้น ตอนที่ช่วยกันดู ช่วยกันต่อก้อหลายคนอยู่นะ แต่สงสัยว่า คงจะหลงเสน่ห์หน้าตาเจ้าของร้านจริงๆ ณ จังงัง ประมาณนั้น

เพราะเมื่อกลับถึงโรงแรมพี่ชาวเนปาลบอกว่านี่มันหนังเกาะ แถมซื้อมาราคาแพงเกินไป เวงกำ!!!

แต่ที่โพคราเราเจอเจ้าของร้านที่เป็นแขกอินเดียคนนึงคะ  เค้าเห็นหลวงปู่ทวดที่สร้อยคอของข้าว

เค้าก้อรีบถามเลยว่าเป็นคนไทยใช่มั๊ย ก็บอกว่า เค้ารักในหลวง

เพราะ king Bhumibol  เป็นพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุดในโลก

(ตอนแรกก้อนึกว่ามาอีกแล้วมรึงอาศัยหลักการตลาด ให้พวกเราไว้วางใจ) แต่จริงๆไม่ใช่นะคะ

เมื่อเดินไปในร้านเค้าก้อชี้ให้ดูตรงหิ้งบูชาของเค้า

โหคุณค่ะ มีรูปในหลวง หลวงพ่อคูณ หลวงปู่ทวด แล้วก็มีพระเกจิอาจารย์ของไทยอีกมากมายเลยคะ

เท่านั้นยังไม่พอนะคะ เจอสตรีชาวอังกฤษคนนึง เค้าบอกว่าเค้าเคยไปเที่ยวปายที่เมืองไทย

เค้าบอกว่าเมืองไทยสวยมาก เค้ารักไทยแลนด์ เสียแต่ว่า your government is very badddd ……

อืมมมมม คิดกันเอาเองนะคะว่าตอนนั้น สตรีผู้นั้นจะหมายถึงรัฐบาลของใคร ^-^

จากโพครา พวกเราตื่นตั้งแต่ตีสี่ เพื่อเดินทางไปซารางก๊อต (Sarangkot) เพราะที่นี่เราจะได้พบกับเจ้าฟิชเทลล์ (Fish tail) หรือมัจฉาปุชเร แล้วก้อแอนนาปุรณะ

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของคุณหิมาลายา หรือเจ้าหิมาลัย นั่นเอง

เมื่อ ไปถึงซารังก๊อต รถจะจอดไว้บริเวณลานจอดรถด้านล่าง พวกเราก็ต้องเดินขึ้นเขาไปตามหมู่บ้านชาวเนปาลี ตอนแรกที่ขึ้นไปประมาณตี 5 ขอบอกว่ามืดมาก มีไฟฉายแค่อันเดียวจากพี่หนุ่ม

ก็ ต้องอาศัยเดินเกาะกลุ่มจับมือกันไป จริงๆแล้วที่ซารางก๊อตเราสามารถมองเจ้าหางปลาได้จากหลายๆจุดชมวิว ตามหมู่บ้านเค้าก็จะมีจุดพักเป็นระยะๆให้เราหยุดชม

แต่พี่ชาวเนปาลีบอกว่า ถ้าเราอยากเห็นแบบชัดๆ เราต้องขึ้นไปจุดสูงสุดคือที่ Sarangkot Tower

แต่ต้องเดินไปอีก 1 ชั่วโมงฝ่าอากาศที่เย็นมากๆ (ตอนนั้นอุณหภูมิประมาณ 5 องศาค่ะ)

แค่นี้บ่ยั่น ^-^ อดีตนักพิชิตยอดโมโกจูอย่างข้าว tamachan และ roockiex รีบตอบรับ

Sarangkot Tower view top อยู่ที่ระดับความสูง 5500 Ft. หรือ 1502 M.

และแล้วข้าวกับน้อง roockiex ก็เป็นสองคนแรกของกลุ่มที่ขึ้นไปจนถึง sarangkot tower 

วินาทีแรกที่เห็นคุณหิมาลายา เจ้าหางปลาและแอนนาปูรณะแบบชัดๆตรงหน้า

โหสิ่งที่เรารอคอยมาตั้งหลายปีคุณหิมาลายามีเสน่ห์มากๆ

ยิ่ง ตอนที่พระอาทิตย์ค่อยๆขึ้นมา ส่องแสงสีทองร่ำไรทักทายกับเจ้าหิมะสีนวลที่ปกคลุมภูเขาน้ำแข็ง  ทีละเล็กทีละน้อย ส่องประกายสีทองระยิบระยับ

เป็นภาพที่ดูสวยงามและแฝงไว้ด้วยความสงบสุข วินาทีที่ข้าวได้เจอกับเส้นขอบฟ้าที่ข้าวตามหา

วินาทีที่พื้นดินและขอบฟ้าได้เจอกัน  ณ ที่ตรงนั้น ตรงเส้นขอบฟ้า ที่หิมาลัย”

 ข้าวอยาก บอกว่า ขอบคุณตัวเองที่มีชีวิตมาจนถึงวันนี้ วันที่ข้าวได้มาทักทายคุณหิมาลายาของข้าว(แอบอุบอิ๊บเป็นเจ้าของ) ^-^  malai himalaya man parcha

ไม่ใช่เฉพาะข้าวนะคะที่มีความสุข เพื่อนๆข้าวทุกคนก็ไม่แพ้กัน ก็ทุกคนมีความฝันเหมือนกันนี่คะ

อ๋อ ข้าวจะบอกว่า หิมาลัย หรือ หิมาลายัน  หรือ หิมาลายา หมายถึง หิมะ นะคะ

จาก sarangkot tower หลังจากทักทายและบอกรักคุณหิมาลายาอย่างเต็มที่แล้ว  กลุ่มของพวกเราก็เดินลงมาตามหมู่บ้านคะ เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตชาวเนปาลีที่ซารางก๊อต แล้วพี่ชาวเนปาลีทั้งสองคนก็ได้บริจาคเสื้อกันหนาวให้น้องๆที่นี่ค่ะ ^-^

ภาพสวยๆ จากฝีมือน้อง roockiex

the blue sky ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า ฟ้า และฟ้า

 

บ้านหลังเล็กๆ สีสันสดใสที่แฝงไว้ด้วยความเรียบง่าย

ผ้าทอพื้นเมืองที่มีขายตามทางบริเวณหมู่บ้าน kotre มีทั้งผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ ผ้าคลุมเตียง

นอกจากนี้ก็มีมีดกุรข่าน, กงล้อธรรมะ, praying bowl etc.

 

“From Pokhara  to Nagarkot”

 

หลังจากทักทายเจ้าหางปลาที่โพคราแล้ว วันนี้พวกเรามีโปรแกรมต้องไปต่อที่ “Nagarkot” ค่ะ

เราจึงจำเป็นต้องนั่งรถจากโพคราย้อนกลับเข้าสู่เมืองกาฐมัณฑุอีกครั้งนึง

จากกาฐมัณฑุไปทางทิศตะวันออกประมาณ 32 กิโลเมตร เราก็จะเจอกับหมู่บ้านเล็กๆ น่ารักและเงียบสงบอยู่บนภูเขา ที่ระดับความสูง 2,175 เมตร

ที่ Nagarkot เราจะสามารถมองเห็นภูเขาหิมาลัยโดยรอบซึ่งประกอบด้วยยอดเขาที่สูงที่สุดใน โลก จำนวน 5 ยอดเขา (จากทั้งหมด 10 ยอดเขา) ได้แก่ Everest , Lhotse,  Cho Yu, Malaku, Manaslu

พวกเรามาถึงนากาก๊อตประมาณเกือบทุ่มคะ เข้าพักที่โรงแรม viwe point hotel

ตั้งแต่มาเนปาลคืนนี้อากาศหนาวที่สุด หนาวม๊ากมากกกกกกกกกกกก

พี่ชาวเนปาลีบอกว่า ขณะอุณหภูมิที่นี่ประมาณ 2 องศาเซลเซียส!!!

มื้อนั้นพวกเราเลยต้องทานอาหารพร้อมดื่มเหล้าเนปาลไปด้วย “กุกุลี” เป็นชื่อเหล้าชนิดนึงของเนปาลมีส่วนผสมของเหล้ารัมม์  รสชาดหรือคะ บาดคอเลยละคะ

พี่เนปาลีบอกว่ามันจะช่วยให้หายหนาว อืมมม งั้นข้าวของสอง (สองขวด ฮ่าาาาาาาาาา)

นาทีนั้นลืมวอดก้าที่บ้านไปเลย ^-^

คืน นี้ที่นากาก๊อตถึงแม้อากาศจะหนาวมาก แต่ไม่รู้ว่าเพราะฤิทธิ์เหล้าหรือความห้าว พวกเราก็ยังลุกขึ้นมาเล่นเกมส์โดมิโน่ มันเป็นเกมส์โปรดของข้าวและเพื่อนๆในกลุ่มคะ

ไม่ว่าจะไปที่ไหนต่อให้ต้องแบกเป้ ถุงนอน หรือเตนท์ หนักซักเท่าไหร่

ในกระเป๋าของข้าวต้องมีเจ้าโดมิโน่ 99 ตัวซุกซ่อนอยู่ทุกครั้งไป

ก็คนมันชอบนี่นา ไม่ติงต๊องจริงไม่ทำกัน เหอ เหอ เหอ

กติกาของการเล่นในวันนั้นคือใครแพ้ต้องอาบน้ำ และแล้ว Tamachan ก็ต้องอาบน้ำถึง 5 รอบ

หนาว นะนั่น แต่เพื่อศักดิ์ศรีต้องสู้ (อิอิ แต่คืนนั้นข้าวจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าที่นากาก๊อตพวกเราอาบน้ำกันป่าว รู้แต่ตอนนอนนะ ข้าวใช้ผ้าห่มถึงสองผืน หรือมากกว่านั้นหว่า lol)

 

หลังจากผ่านศึกโดมิโน่และอากาศหนาวสุดสุดมาครึ่งค่อนคืน ประมาณตี 5 พวกเราก็ต้องรีบตื่นขึ้นมารอคอยพระอาทิตย์ขึ้นเพราะที่นากาก๊อตจะเป็นอีกที นึงที่เราสามารถเห็นเส้นขอบฟ้าแบบพานอรามาและไฮไลต์ของที่นี่คือ “Namaste MR. Everest “

และเมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าพวกเราก็ได้เห็นยอดเขาเอเวอเรสส์ค่ะ แต่แบบไกลมากๆๆๆๆๆๆ

ทางเดียวคือกล้องถ่ายรูปหรือกล้องวีดีโอที่ซูมได้เยอะอ่ะพอช่วยได้

สุดท้ายข้าวก็ต้องเอาความรู้สึกที่เจอมาผสมผสานกับรูปเอเวอเรส์ในกล้องถ่ายรูปน้อง roockiex

แล้วค่อยจินตนาการดื่มด่ำกำซาบกับมัน 555

 

ฝีมือ Roockiex อีกแล้วคะ (ตากล้องประจำทริปสวยทุกรูป)

 

อันนี้เป็นรูปโรงแรม view point hotel  ทามมมมายยยยประเทศนี้ท้องฟ้าสีสวยจัง

หลังจากที่สวัสดีคุณหิมาลายาและยอดเขาต่างๆมาสองวันแล้ว คราวนี้เราต้องอำลาความงามของเจ้าภูเขาหิมะกันแล้วละคะ เพราะต่อจากนี้พวกเราก็การเดินทางเข้าสู่อาณาจักรโบราณที่มีชีวิต

“เมืองบักต์ตาปูร์”  นมัสการมหาเจดีย์โพธินาถ , สถูปสวะยัมภูนาถ ฯลฯ

โปรแกรมต่อจากนี้ของพวกเราคือการสัมผัสวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีตามดูเนปาลอย่างชาวเนปาลี “ดินแดนที่ว่ากันว่าจำนวนของเทพเจ้ามีมากกว่าประชากรของประเทศ”

” NEPAL “

n = never

e = end

p = peace

a = and

l = love

สำหรับคุณหิมาลายาข้าวอยากบอกว่า Feri bhetunla แล้วพบกันใหม่นะคะ ^-^

Use Facebook to Comment on this Post


  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube