ต้นกาแฟขึ้นที่วังน้ำเขียว

พูดถึงต้นกาแฟ หลายคนต้องนึกถึงต้นกาแฟบนดอย ไม่ว่าจะเป็น ดอยช้าง ดอยวาวี เพราะที่นั่นอากาศหนาวเย็นเกือบทั้งปี เหมาะที่จะปลูกกาแฟ  แต่ตอนนี้ ที่นี่ “วังน้ำเขียว” แห่งโอโซนอันดับ 7 ของโลก ใครจะไปนึกว่าจะมีคนเอาต้นกาแฟมาปลูก  …อย่ารอช้าเลยคะ ไปพิสูจน์กันดีกว่า

เช้านี้เดินทางออกจากกรุงเทพฯ 7 โมงเช้าคะ เช้าๆ อย่างนี้หลายคนอาจยังไม่ตื่นดี งั้นเราแวะจิบกาแฟกันก่อนดีกว่า  เหมือนเดิมคะ กาแฟอเมซอน เป็นตัวช่วยที่สำคัญที่สุดของการเดินทางทุกทริป  จากถนนเพชรบุรี เราเลือกเดินทางออกวิภาวดี ซึ่งผ่าน ปั๊ม ปตท.วิภาวดี ตรงข้ามกับ ม.หอการค้าไทย เราแวะจิบกาแฟเพื่อปลุกร่างกายกันสักหน่อย

..เมื่อร่างกายเริ่มตื่น ตาเริ่มลืม ก็ออกเดินทางกันต่อ  ไปตามถนนมิตรภาพจนถึงมวกเหล็ก ไปกลับรถ แล้วเลี้ยวเข้าทางเดลี่โฮม  ตรงไปเรื่อยๆ ทางเขาแผงม้า  ระหว่างทางอย่าเพิ่งหลับนะคะ ให้เรามองออกไป 2 ข้างทาง จะพบสิ่งอาคารปลูกสร้าง รีสอร์ท ร้านอาหาร  สร้างกันอย่างสวยงามเลย บรรยากาศเหมือนอยู่นอกเมืองในต่างประเทศเลยคะ  ถ้าได้เปิดกระจกรถรับเย็นๆ สักหน่อย  มีความสุขไม่น้อยเชียวคะ

จุดหมายแรกของเราอยู่ที่ “ฟลอร่าพาร์ค” ที่นี่เรานัดหมายกับ “คุณแดง-ลักขณา นะวิโรจน์” เอาไว้

 

คุณแดง นอกจากเป็นเจ้าของฟลอร่าพาร์ค แล้วยังเป็นเจ้าของ”ไร่ฟ้าประทาน” ที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นแหล่งปลูกผักปลอดสารพิษผืนใหญ่แห่งวังน้ำเขียว  มาวันนี้คุณแดงยังเป็นผู้ริเริ่มในการนำกาแฟมาปลูกที่วังน้ำเขียวแห่งนี้ คุณแดงเล่าให้พวกเราฟังว่า “เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ท่าน ดร.อนันต์ ดาโลดม นกยกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย อดีตข้าราชการกรมส่งเสริมการเกษตร  ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของกูร์เมต์ มาร์เก็ตของคุณแดง  ท่านได้มาที่วังน้ำเขียว  วันนั้นเดือน เมษายน ตอนเที่ยง ๆ มีต้นไม้อยู่แค่ 2 ต้น แต่อากาศที่นี่ยังเย็น  ดังนั้นท่านคิดว่าหน้าหนาวต้องเย็นกว่านี้ เลยแนะนำคุณแดงให้นำกาแฟมาปลูกที่นี่

 

ว่าแล้วเราขึ้นรถไปดูต้นกาแฟที่วังน้ำเขียวกันดีกว่าคะ

ก่อนถึงไร่กาแฟวันนี้ถือเป็นวันดีสำหรับพวกเราเลยคะที่ไม่ค่อยมีแดด นั่งรถไปอากาศเย็นสบายมาก  หรือบางช่วงบางตอนแดดออกมาบ้าง แต่ลมที่พัดผ่านหน้าพวกเราก็ยังเป็นลมเย็นๆ   ไม่ไกลจากที่ ฟลอร่าพาร์ค มากนัก เราก็มาถึงไร่กาแฟ “ฟ้าประทาน” บนพื้นที่เกือบ 200 ไร่

กาแฟที่นำมาปลูก เป็นกาแฟ อาราบิก้าและโรบัสต้า  เป็นพันธุ์จากมูเซอ ของกรมวิชาการเกษตร

ดอกกาแฟ เพิ่งเคยเห็นแหละคะ เหมือนดอกมะลิเลย  คุณแดงบอกกับเราว่ากลิ่นมันหอมเย็นเหมือนดอกมะิลิผสมกับดอกไม้อื่นๆ  แล้วดอกกาแฟที่นี่จะบานพร้อมกัน ทุกดอกของกาแฟที่บานคือ 1 เมล็ดที่เราจะได้   วันที่เรามาดอกกาแฟบานไปเกือบหมดแล้วคะ  ถ้าอยากเห็นต้องมาอีกทีปีหน้า ประมาณเดือนมกราคม ซึ่งดอกกาแฟนี่จะออกครั้งละ 5-7 วันต่อปีเท่านั้นคะ

กาแฟ อาราบิก้า กับ โรบัสต้า   2 พันธุ์นี้ต้นจะคล้ายๆ กันคะ ต่างกันตรงที่ อาราบิก้าใบจะเล็กกว่า และข้อต่อของก้านจะถี่กว่า ความสูงของต้นต่ำกว่าคะ   กาแฟที่ไร่ “ฟ้าประทาน” นี้ได้ทดลองปลูกมาเกือบ 2 ปีแล้วคะ ปีนี้ประมาณเดือน ธันวาคม เราจะได้ลิ้มลองรสกาแฟแห่งวังน้ำเขียวกันแน่นอน

…อีกหน่อยวังน้ำเขียวคงจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศที่จะให้นักท่องเที่ยวได้มาชมการปลูกกาแฟแน่ๆเลยคะ

 

หลังจากชมไร่กาแฟเสร็จ เราก็นั่งรถกลับมาที่ ฟลอร่าพาร์ค กันอีกรอบ คราวนี้ไปชมศูนย์เพราะพันธุ์ดอกไม้กันบ้าง

ที่ศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้มีต้นลาเวนเดอร์หลายพันต้นเลยคะพี่เค้าเพราะพันธุ์ไว้ เพื่อที่จะนำมาจัดเป็นทุ่งดอกไม้ใน ฟลอร่พาร์คแห่งนี้ หรือถ้าใครต้องการทางศูนย์ฯ ก็มีจำหน่ายให้เอากลับไปปลูกที่บ้านได้คะ

พี่ที่ดูแลต้นลาเวนเดอร์ แนะนำให้เราเอามือถูเบาๆ ที่ใบของเจ้าต้นนี้ดู แล้วลองดมมือดู  โห…หอมสดชื่น  ถึงว่าสิเค้าถึงเอาเจ้าลาเวนเดอร์นี้มาทำผลิตภัณฑ์ปรับอากาศกับเยอะ  แต่ถ้าเราจับเฉยๆ กลิ่นจะไม่ออกมานะคะ

ที่นี่เค้าเพาะเจ้าต้นลาเวนเดอร์ไว้เยอะมากคะ เพื่อจะทำ “ทุ่งลาเวนเดอร์” ในวังน้ำเีขียว  อนาคตเราก็ไม่ต้องไปดูทุ่งลาเวนเดอร์ที่ต่างประเทศกันแล้วหละคะ

ถัดจากศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ เราเดินเลยขึ้นไปอีกหน่อย  ด้านหลังของ ฟลอร่าพาร์ค แห่งนี้เป็นที่จัดงานมหกรรมงานศิลป์ ดินแดนแห่งความสุข “วังน้ำเขียว ฟลอร่า แฟนตาเซีย” เมื่อปีที่แล้ว

 

ในส่วนของทุ่งดอกไม้ตอนนี้ ทาง ฟลอร่าพาร์ค กำลังปรับปรุงคะ  และจะนำพันธุ์ไม้ที่เพาะไว้ที่ศูนย์เรียนรู้ฯ มาจัดแสดงคะ

 

หากเราอยากเห็นวิวด้านบนที่นี่จะมีคล้ายๆหอคอยให้เราขึ้นไปชมวิิวได้ แถมยังมีจุดให้เราเลือกถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอีกหลายมุมเลยคะ

หลังจากเดินถ่ายรูป ชมบรรยากาศ สูดโอโซนกันเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถมานั่งพักจิบกาแฟ ชาร้อน โกโก้เย็น ชิลๆกันได้ที่โซนร้านกาแฟด้านหน้าคะ

เสร็จจากชมต้นกาแฟ ดมดอกไม้ กันแล้ว ท้องเริ่มร้องแล้วหละคะ ไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันดีกว่า

 

ร้านอาหาร “ครัวอิ่มสุข & รีสอร์ท”   ขับรถมาจากฟลอร่าพาร์คไม่ไกลนัก ใช้เวลาประมาณไม่ถึง 10 นาที   ที่ร้านอาหารที่นี่บรรยากาศน่านั่ง เค้าทำตัวร้านยกขึ้นสูง เหมาะกับการให้ลูกค้าได้ชมวิววังน้ำเขียวได้ด้วย

เพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์แล้ว เรามาเพลิดเพลินกับการกินกันบ้างดีกว่า ดูสิว่ามื้อนี้มีอะไรบ้าง  ค่อยๆ เสิร์ฟมาเลยคะ

 



ตบท้ายกันด้วยของหวาน

 

อิ่มกันแล้ว ถ้าใครอยากจะค้างคืนที่วังน้ำเขียวที่ ครัวอิ่มสุข & รีสอร์ท นี่เค้าก็มีที่พักบริการนะคะ
ที่นี่เิปิดบริการ เวลา 8.00 น. – 22.00 น.  โทรจองโต๊ะและที่พักได้ที่เบอร์ 081-9413896

 

หลังจากกินข้าวกันเรียบร้อย   เราขับรถย้อนกลับไปทาง ฟลอร่าพาร์คนิดนึง  ก่อนถึงฟลอร่าพาร์ค  จะเห็นร้านกาแฟตกแต่งสวยงามมากร้านนึง   ” a caup of love” ออกแบบคล้าย ๆ  coffee in love ที่ปายเลย

ภายในร้านตกแต่งแบบสบาย ๆ โล่ง สะอาด   เจ้าหน้าที่ที่นี่เล่าให้เราฟังว่า  ร้านกาแฟที่นี่เปิดมาเมื่อปีที่แล้ว ตอนแรกเปิดเป็นร้านกาแฟอย่างเดียว ต่อมากลัวว่าลูกค้าจะเบื่อ ทางเจ้าของเลยมีไอเดีย ทำคอกแกะและสร้างอาคารที่พักเพิ่มขึ้น

 

ค่าเข้าชมแกะที่นี่ 50 บาท ส่วนใครอยากให้อาหารแกะก็สามารถไปซื้อหญ้าที่คอกแกะได้เลยคะ กำละ 10 บาท

ถ้าใครมาช่วงเช้าก่อนเที่ยง ทางร้านจะนำแกะไปที่สนามหญ้าด้านหน้านะคะ สามารถไปเลี้ยงแกะที่สนามได้เหมือนที่สวนผึ้งเลยคะ

แกะที่นี่ ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นแกะที่ซื้อมาจากนิวซีแลนด์ ทีแรกซื้อมา 40 ตัวคะ แล้วให้แกะผสมพันธุ์กันตามธรรมชาติ ปัจจุบันแกะที่คอกนี้มีเกือบ 80 แล้ว

ที่  a cup of love นี่จะเปิดบริการตั้งแต่ 7.00 – 18.00 น. สำหรับวันหยุดคะ ถ้าเป็นวันธรรมดาเปิดช้าหน่อย 7.30-18.00 น.

คนอิ่มแล้ว แกะอิ่มแล้ว  ไปกันต่อดีกว่า

 

ที่สุดท้ายที่จะพาไปวันนี้ ” The Piano Resort Khao Yai” คะ (จริงๆ ไปแวะโฮมสเตย์ที่นึง แต่ไม่มีเวลาเก็บรายละเีอียดไว้ไปใหม่แล้วจะมาเล่าให้ฟังโอกาสหน้านะคะ)

จาก a cup of love ขับรถลงจากเขาใหญ่ทางไปปากช่องระหว่างทางจะผ่านอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง  มองไปเห็นน้ำเต็มอ่างๆเลยหละคะ  เสียวๆ นะนี่น้องน้ำ   ขับมาเื่รื่อย ๆก่อนถึง ถนนมิตรภาพ ประมาณกิโลเมตรที่ 9 ให้เราเลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 2 กม. ก็จะเห็นรีสอร์ทแล้วคะ

 

The Piano Resort Kho-Yai  ตกแต่งด้วยคอนเซ็ปต์ Musical Resort แห่งแรกและแห่งเดียวของไทยคะ

พี่แอ๋วเจ้าของรีสอร์ทเล่าให้เราฟังว่า ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องดนตรีเปียโน เป็นเครื่องดนตรีคลาสสิคที่มีความสมบูรณ์ในตัวเองทั้งด้านเสียงและรูปทรง จึงกลายเป็นแนวคิดในการออกแบบ The Piano Resort Kho-Yai แห่งนี้

 

ห้องพัก Delux  และ Suite ทรงแกรนด์เปียโน

 

ห้องพัก Superior รูปคีย์เปียโน

 

ว่าแล้วพี่แอ๋วก็นำทัพพวกเราไปชมห้องพัก

สำหรับห้อง Suite ที่นี่จะมี 3 ชั้นคะ ชั้นล่าง ชั้นบน ชั้นใต้ดิน   2 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่น เหมาะสำหรับมากันเป็นครอบครัวมากคะ  อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน  มีครัวให้พร้อมสำหรับทำอาหารทานเองก็ได้

สามารถออกมานั่งทานอาหาร จิบกาแฟ ชมภูเขา สัมผัสอากาศเย็นสบาย ก็ยังได้

ทุกอย่างคอนเซ็ปต์ The Piano จริง ๆคะ

 

ที่ The Piano Resort Kho-Yai นอกจากจะให้บริการห้องพักแล้ว ทางรีสอร์ทยังมีบริการ ห้องประชุมขนาดใหญ่ สามารถจุได้ถึง 300 ที่นั่ง หากใครต้องการจัดสัมมนา หรือจะจัดคอนเสิร์ตเล็กๆ ก็สามารถมาใช้บริการที่นี่ได้คะ   เครื่องเสียงที่นี่ระดับคุณภาพ YAMAHA

ห้องประชุม

 

ห้องอาหาร

 


สระว่ายน้ำ

 


โซนซื้อของที่ระลึก

 


โซนฝากลายแทง เอ๊ย!! ลายเซ็นเป็นที่ระลึก

 

และขอปิดท้ายทริปนี้ด้วยของว่างจากพี่แอ๋วคะ

ไอติมที่นี่ พี่แอ๋วบอกว่ากะทิที่ใช้ทำ ขูดกับมือเลยคะ (มือแม่ครัวนะคะ) อร่อยต่างจากะทิที่ขูดจากเครื่องแน่ๆ   ส่วนที่เห็นเป็นชิ้นๆ นั่น จะเป็นกล้วย กับสับปะรดทอดชุบแป้งคะ

ไอติมกะทิถั่วดำหวานมันกำลังดี เสิร์ฟพร้อมกล้วยและสับปะรถชุมแป้งทอดอุ่นๆ  อร่อยปิดท้ายทริปนี้ได้อย่างสวยงามเลยคะ

ติดต่อสำรองที่พักได้ที่

โทร : 08 1148 0999 , 08 9989 3111
www.thepianoresort.com

 

ขอบคุณพี่หนุ่มอีกครั้ง ที่พาน้องๆออกเดินทางไปกับทริปดีๆ ครั้งนี้คะ 🙂

Use Facebook to Comment on this Post


  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube