The times of India 2011 : Rishikesh & Nainital

ข้าวกลับมาแล้วค่ะ หลังจากที่หายไปนานมาก ก็ด้วยภาระงานประจำที่ข้าวต้องรับผิดชอบโปรเจคงานนึงมูลค่าเกินกว่าสิบเก้า ล้าน มันทำให้ข้าวเหนื่อย และก็เครียดได้มากมายค่ะ แต่ตอนนี้โครงการใกล้สำเร็จแล้วล่ะค่ะ ข้าวเลยมีลมหายใจมาขี้โม้เรืองราวการเดินทางของข้าวให้เพื่อนๆได้ฟังกัน 🙂

สำหรับตอนนี้ เรายังคงอยู่กันในตอนเหนือของอินเดียนะคะ เป็นเรื่องราวการเดินทางต่อจากเมืองมัสซูรี่ ซึ่งในตอนนี้ข้าวจะพาเพื่อนๆไปรู้จักกับเมืองโยคะของโลกค่ะ ทำมไข้าวจึงพูดเยี่ยงนี้ ก็ในโลนลี่เพลเนตคัมภีร์ไบเบิ้ลด้านการท่องเที่ยวได้บอกไว้ว่า    ”  Rishikesh; The  Yoga Capital of The World”

การเดินทางมา Rishikesh ของพวกเราก็เหมือนเดิมค่ะ รถบัสระดับลักซูรี่ ที่แปลว่ารถบัสท้องถิ่น ฮ่าาา เพราะมันเป็นรถที่ดีที่สุดแล้วแย่กว่านี้ ดีกว่านี้ไม่มีค่ะ จากมัสซูรี่ พวกเราตัดสินใจเช่ารถแท็กซี่กลับมายังเดอร์ รา ดุน และจากสถานนีรถขนส่งเดอร์ รา ดุน พวกเราก้อจับจองรถบัส ใช้เวลา ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ก้อมาถึงสถานนีขนส่งฤาษีเกษ สำหรับการนั่งมาระหว่างทางของพวกเรา ข้าวก้อนั่งทนหนาว หาวนอนกันไป ด้วยพี่ฮีตั้น ก้อทนหนาวแต่ไม่หาวนอน เพราะได้นอนไปเรียบร้อยแล้ว ปล่อยให้ข้าวตื่นเต้นกับวิถีชีวิตของผู้คนชาวอินเดีย และเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองว่าถั่วถิสงคั่ว เรียกว่า “บุมบารี” และเท่าที่สังเกตไม่ยักกะมีถั่วลิสงต้มแบบสยามเมืองยิ้มบ้านเราค่ะ  ดีไม่ว่ามันจะต้มหรือมันจะคั่ว มันก้อเป็นอาหารที่เพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกายกะจ่อยร่อยของข้าว และยิ่งเมามันส์เมื่อเรารับประทานบุมบารีควบคู่กับจัยขนาดแท้แบบอินเดียน

และ แล้วประมาณสี่โมงเย็นพวกเราก้อมาถึงฤาษีเกษค่ะ ข้าวตื่นเต้นมากมายกับที่นี่ค่ะ เพราะว่าตามแผนเดิมเราน่าจะไป Nainital แต่ด้วยตอนที่อยู่มัสซูรี่ ข้าวได้ดูทีวีที่เกี่ยวกับโยคะของอินเดีย ข้าวเลยบอกฮีตั้นว่า ข้าวอยากเปิดโรงเรียนสอนโยคะด้วยนะ เพราะฉนั้น ฮีตั้นเลยจัดให้ตามใจผู้ขอ พาข้าวมายังฤาษีเกษ แหล่งที่มีโรงเรียนสอนโยคะทุกหลักสูตร ทุกคอร์สโยคะ ในโลกนี้ เรียนไปเลยปรียะ เลือกคอร์สของตัวเองได้เลย จะอยู่ที่นี่จนเป็น Baba ก็ได้นะ เหอ เหอ เป็นบาบา ไม่เอาอ่ะ บาบาคือคนที่มาฝึกโยคะ มาฝึกธรรมะ มาฝึกอะไรก้อได้ แล้วทำให้เค้ากลายเป็นเหมือนพวกนักบวชนักพรต ในฤาษีเกษข้าวเจอบาบามากมายค่ะ แถมมีบาบาบางคนน่ารักเดินๆอยู่บนถนนเค้ามีการยื่นข้าวมาให้พวกเรากินด้วย  อืมม ขอบคุณนะคะ แต่ข้าวกลัวว่าถ้ากินอาหารจากบาบาไปแล้ว วันรุ่งขึ้นข้าวจะต้องลุกขึ้นมาห่มผ้าผืนเดียว คลุมตัว เดินไปตามถนนและเท้าเปลือยปล่าวสละแล้วซึ่งรองเท้า อาภรณ์อื่นใด

 

 

สำหรับเมืองฤาษีเกษแห่งนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาค่ะ วันที่พวกเราไปถึงแม่น้ำคงคาเป็นสีฟ้าหรือสีเขียวแบบนการเวกเลยก้อว่าได้ สวยมากค่ะ ที่นี่นอกจากจะเต็มไปด้วย Asharams ก้อคือสำนักปฏิบัติธรรม ฝึกสมาธิในแบบต่างๆ ทั้งแบบพุทธ ฮินดู ธิเบต  ชั่วโมงที่เราอยู่ในฤาษีเกษเรียกได้ว่าชั่วโมงต้องมนต์ค่ะ ทำไมข้าวบอกแบบนี้นะหรือค่ะ ก้อเพราะว่าเมื่อเราข้ามสะพานไปยัง Lakshman Jhula เราก็จะได้ยินเสียงเพลง บทสวด เสียงระฆัง ตลอดเวลา ส่วนนึงก้อมาจากวัด จากสำนัก ส่วนนึงก้อมาจากบรรดาร้านขายสินค้ารอบๆบริเวณนั้น  นอกจากนี้บริเวณโดยรอบริ่มฝั่งแม่น้ำ เราก้อจะได้เจอการทำพิธีอารตี หรือพิธีบูชาไฟด้วยนะคะ

สำหรับที่ฤาษีเกษพวกเราใช้เวลาอยู่ที่นี่ หนึ่งวันหนึ่งคืนค่ะ แต่ข้าวคิดว่าถ้ามีโอกาสข้าวจะกลับไปที่นี่อีกครั้งนึงค่ะ เพราะข้าวตั้งใจว่าจะไปเรียนโยคะที่นี่ ข้าวคิดขนาดที่ว่าชั้นไม่เรียนต่อดร.ดีกว่า แด้วเปลี่ยนมาเรียนโยคะแล้วเป็นอาจารย์สอนโยคะแทนการสอนหรือการเป็นวิทยากร ก็น่าจะดีนะคะ ดูจะมีความสุขมากกว่าไม่เครียดด้วย เอหรือข้าวจะเป็นบาบาดีมั๊ยค่ะ ชีวิตไม่ยึดติด สละแล้วซึ่งกิเลสและวัตถุ ไว้ซักพักข้าวคงได้คำตอบ คริ คริ

 

 

หลังจากข้าวได้ดั่งใจกับการไปเมืองโยคะของโลกแล้ว วันต่อมา พวกเราก้อต้องนมัสเต ฤาษีเกษตั้งแต่เช้ามืด เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองที่ข้าวไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนในชีวิต และมันก้อไม่เคยอยู่ในลิสต์ทริปในฝันของอิชั้นแม้แต่น้อย คือทริปนี้เป็นทริปลูกนอกสมรสทุกเมืองเลยค่ะ เพราะข้าวไม่เคยจะรู้จักเลยซักนิดเดียว แต่ทำไงได้ในเมื่อดารัมซารา และ มะนาลี ฝันสลายเราก้อเดินทางต่อไปสู่เมือง “ไนนินตาล”

Nainital ครั้งแรกที่ข้าวได้ยินฮีตั้นบอกชื่อเมืองนี้ พร้อมกับบรรยายว่าเมืองนี้สวยมากเป็นเมืองที่มีทะเลสาปอยู่กลางหุบเขา แล้วรอบๆหุบเขาก้อจะมีบ้านเรียงรายลดหลั่นกัน ยิ่งตอนกลางคืนแล้วมันจะโรแมนติกมากเลยนะปรียะ และที่สำคัญมีหิมะด้วยนะปรียะ

ข้าวเลยถามไปว่า ฮีตั้นเคยไปแล้วเหรอ  คำตอบคือยังไม่เคยไปเหมือนกัน ซ่ะงั้น…. แล้วมันรู้ได้ไงฟ่ะว่าเมืองสวยมาก โรแมนติกมาก และมีหิมะ 🙁

แต่ใน ที่สุดพวกเราก้อดั้นด้นไป และเป็นการเดินทางที่ข้าวรู้สึกว่าช่างยาวนานและไร้จุดหมายเสียนี่กระไร เพราะอะไรนะหรือค่ะ ช่วงเวลาตั้งแต่หกโมงเช้าจนถึงสองทุ่ม กว่าที่เราจะได้เจอจ้าวทะเลสาปไนนินตาล มันช่างทรหด อดตาหลับ ขับตานอน  เป็นการเดินทางในอินเดียที่ข้าวรู้สึกเข็ดขยายที่สุดค่ะ เพราะไหนจะต้องนั่งไปบนรถบัสท้องถิ่นจากฤาษีเกศ ต่อรถที่ Haridwar ไป Nainital มันยากมากค่ะ เพราะเราวนถามนายสถานีอยู่คนละสามรอบ เค้าก้อบอกว่ามีรถไปไนนินตาล รอก่อนนะ รถมาสิบโมง จากเก้าโมงจนสิบโมง จากสิบโมงเป็นสิบเอ็ด และสุดท้ายรถคันนั้นก้อมาเอาตอนเที่ยงวันทันเหตุการณ์ เพราะพวกเราถอดใจแล้ว กะว่าถ้ารถไม่มา ไม่ไปไหนต่อแล้วกลับเดลี ตอนค่ำเลยดีกว่า แต่ในที่สุดพระเจ้าก็บอกว่า พวกเจ้าจงไปไนนินตาล

ตลอด ระยะเวลาหลังจากเที่ยงวัน พวกเราสองคนก็นั่งรถบัสคันเดียว และคันเดิม วิ่งไปตามเมืองต่างๆ ซึ่งข้าวก้อไม่สามารถบอกได้ว่าผ่านที่ไหนบ้าง เพราะถึงแม้มันจะเป็นอากาศตอนเวลาหลังเที่ยงวัน แต่มันเหมือนหกโมงเช้าในเชียงใหม่ชะมัด หมอกเยอะมากแล้วก้อเย็นที่สุด จับจิต แล้วคิดดูนะคะ เมื่อรถผ่านไปยังเมืองต่างๆ ผู้โดยสารก้อมีเปลี่ยขึ้นลง ตามแต่ละเมือง ยกเว้นก้อแบคแพคเกอร์สองคนที่นั่งตาดำๆ ไม่มีการขึ้นและลงรถแบบชาวบ้านชาวเมือง คือข้าวไม่รู้ว่าอะไร ยังไง แต่ตลอดระยะเวลาตั้งแต่หลังเที่ยงจนมืดค่ำ สองทุ่ม ข้าวก้อได้แต่ถามฮีตั้นว่า ถึงหรือยัง ใกล้หรือยัง ใช่หรือป่าวนี่ นานมาก หนาวมาก เมื่อยมาก คือตั้งแต่เกิดมาเป็นการใช้การขนส่งที่คุ้มค่ากับราคาตั๋วมากเลยค่ะ โปรศูนย์บาทหางแดง ยังไม่ทำให้เรารู้สึกคุ้มค่าได้เท่านี้เลย เพราะมันจะนั่งนานไปไหนเน๊๊ยะ รถคันเดียวเที่ยวทั่วหิมาลัยหรือไงฟ่ะ นานมากมายค่ะ ช่วงระยะเวลา แปดชั่วโมงตรงนั้น มันทรมาณตรงที่เราไม่รู้จุดมุ่งหมายว่าเมื่อไหร่มันจะถึงซ่ะที นั่งรถอ่ะก้อไม่ถือว่าทรมาณแต่นั่งแบบไม่รู้ชะตากรรมที่โครตะทรมาณ แถมรถคันเดิมยังมีแถมโบนัสพิเศษจอดแช่อีกหนึ่งชม. เพราะว่ามีอุบัติเหตุ แม่เจ้า ไนนินตาล หน้าตาเป็นไง ตูจะได้สัมผัสมั๊ยคืนนี้

ทำไมมันช่าง ทรมาณอย่างนี้ รถก้อแคบ แขกก้อแขก แรกๆก้อตื่นเต้นกับสองข้างทาง มีลิง มีป่าไม้ มีเหว มีภูเขา แต่พอเริ่มมืดมันน่ากลัวค่ะ กลัวเพราะความไม่รู้นี่ มันน่ากลัวจริงๆนะคะ

และก่อนที่ข้าวจะแข็งตายและหมดลมหายใจไปต่อ หน้าต่อตาพนักงานขับรถ ฮีตั้นก้อบอกว่าข้าวว่าดูไรโน้นซิ   แม่เจ้านั่นมันดาวที่นากาก๊อตหรือป่าวหว่า ทำไมเราใกล้กับดาวขนาดนี้ฟ่ะ หรือตูตาลาย ตายไปแล้วนี่!!!

มันไม่ใช่ดวงดาวอะไรซักดวงที่นากาก๊อต แต่มันคือแสงไฟจากบ้านเรือนที่ปลูกสร้างเรียงรายลดหลั่นกันไปตามไหล่เขา วินาทีนั้น ข้าวมิได้สนใจในความโรแมนติก แต่คิดว่าเออเห็นบ้านคนแขกแล้ว แสดงว่าคงใกล้ถึงแล้วล่ะ อดทนอีกนิด เราคงไม่หนาวตายในรถบัสโบนัสคุ้มค่าคันนี้เป็นแน่แท้

สามสิบนาทีหลัง จากนั้น ข้าวอยากบอกว่าทุกๆความเหนื่อยและความหนาวเย็นที่ผจญภัยมาในรถบัสคันนั้นหาย เป็นปลิดทิ้ง เมื่อรถบัสที่รักจอดสนิทที่หน้าสถานนี ภาพที่พวกเราเห็นเบื้องหน้าคือทะเลสาปยามกลางคืนที่ถูกตกแต่งรายรอบด้วยแสง ไฟจากบ้านเรือนที่สร้างเรียงรายตามไหลเขา ข้าวบอกว่ามันโคตรสวยและโรแมนติกมากกกกกกกกกกกกกที่สุด มันมีสถานที่แบบนี้ในอินเดียด้วยหรือค่ะพระเจ้า Nainital is just awesome ค่ะ

ชะรอยหรือนี่มันคือเกาหลี ต่อให้นามิ ก้อนามิเหอะ ข้าวไปมาแล้วเหมือนกัน แต่ข้าวว่าบรรยายกาศที่ทะเลสาปไนนินสู้ได้ขอบอก และเราก็ไม่ลำเอียงเมื่อเทียบกับโพคราในเนปาลบ้านเกิดฮีตั้น ข้าวว่าที่นี่มันโรแมนติกไม่แพ้กันนะค่ะ  แต่ยังไงเนปาลบ้านข่อยก้อชนะเลิศตรงที่มีแอนนาปุระณะเป็นฉากหลัง แต่ถ้าเพื่อนมีโอกาสช่วยลิสต์ nainin lake หรือ nainital ไว้ในรายชื่อเมืองท่องเที่ยวสุดแสนโรแมนติกในชมพูทวีปไว้ด้วยนะคะ แล้วอย่าลืมไปสัมผัสด้วยตัวเองนะคะ

สำหรับคืนแรกในไนนินตาล พวกเราก้อได้โรงแรมที่แสนจะโรแมนติกอยู่บนเนินเขาหลังโบสถ์ เมื่อเช็คอินเรียบร้อยแล้วสิ่งที่ต้องทำคือการรับประทานอาหาร หลังจากนั้นแน่นอน เดินชมวิวยามค่ำคืนให้ลมหนาวที่ระดับสององศาแทะโลมเล่น จะหนาวไปไหนนี่ เจ้าหญิงหิมาลัยที่ว่าแน่ ยอมแพ้กะทริปนี้จริงๆ

ไว้ตอนต่อไปข้าวจะพาไปเที่ยวรอบๆเมืองไนนินตาลนะคะ สำหรับตอนนี้ ขอไปพักผ่อนเนื่องจากนั่งรถบัสมาเมื่อยมากคร้าาาาาา

Use Facebook to Comment on this Post


  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube